• Welcome to ข่าวฟุตบอล วิเคราะห์บอล - 888Scoreonline.net.
 

ข่าว:

SMF - Just Installed!

Main Menu

Menu

Show posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Show posts Menu

Topics - 888Bullets

#1
สมใจอยากเลยสำหรับ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เกมนี้เป็นฝ่ายที่เล่นได้เหนือกว่าชัดเจนในการพบกับ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยได้ประตูขึ้นนำจาก "ซามีร์ นาสรี่" ตามด้วยอีกลูกของ "แวนซองต์ กอมปานี" ช่วยให้ทีมเอาชนะไป 2-0 ปิดซีซั่นด้วยการมี 86 แต้มเหนือลิเวอร์พูล 2 คะแนนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปและปิดซีซั่นนี้ด้วยการเป็นดับเบิ้ลแชมป์



ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก
สนาม เอติฮัด เสตเดี้ยม
วันที่ 11 พฤษภาคม 2557
กรรมการ มาร์ติน แอตกินสัน
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-0 เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

               เปิดฉากเริ่มเกมมา "ขุนค้อน" คึกคักวิ่งไล่กันดี แมนฯ ซิตี้เริ่มตั้งเกมได้แล้วมีโอกาสลุ้นประตูจากบอลเปิดของซิลบาทีแรกโดเตะเข้าทางยาย่ายิงซ้ำติดบล็อกยังเก็บได้ ถ่ายบอลออกไปจนทางขวาซาบาเลต้าทำชิ่งหลุดมาเปิดข้ามไปเสาไกล ซิลบาได้วอลเล่ย์สวนข้ามคาน

นาที 18 เกมเป็นของ"เรือใบสีฟ้า"มากกว่าเหมือนเดิมแต่ยังไม่มีจังหวะอะไรมากไปกว่าเดิมจนได้ทีโต้กลับทิ้งบอลออกไปทางซ้ายให้กับโคลารอฟเติมขึ้นมาก่อนฝากมาตรงกลางที่อเกวโร่แล้วตัดสินใจยิงจากนอกเขตโทษแต่ยังไม่ดีพอเสียหลักอีกบอลเลยตรงตัวอาเดรียน

นาที 22 ยังเป็นเจ้าบ้านทำเกมบุกได้มากกว่าเหมือนเดิมและมีโอกาสจบอีกแล้วจากบอลฝากให้นาสรี่ทางขวาของเขตโทษดึงจังหวะก่อนสุดท้ายไหลคืนให้ยาย่าหน้าเขตโทษซัดเลยบอลโค้งหลุดเสาไกลไป แต่แฟนในสนามดูไม่กดดันมากเพราะทราบข่าวลิเวอร์พูลโดนนำกันหมดแล้วร้องเพลงกันเสียงก้อง

นาที 25 แมนฯ ซิตี้พยายามจะหาช่องเจาะแต่ไม่ง่ายเลยเจอยืนเป็นแถวซ้อนกันแน่นไปหมดพยายามถ่ายออกซ้ายออกขวาก็ไม่มีช่องสุดท้ายจ่ายมาตรงกลางให้โคลารอฟได้ทีตั้งป้อมซัดไกล 30 หลาเข้ามาเดือดร้อนอาเดรียนต้องปัดทิ้งไปก่อน

นาที 26 แมนฯ ซิตี้มาอีกทีจากบอลทุ่มให้อเกวโร่กระดกหลบมาได้สวยก่อนเจอเบียดแต่ก็ยังแตะบอลได้สุดเส้นหลังหลุดเข้าเขตโทษมาทางขวาแล้วจ่ายให้เซโก้แต่จังหวะยิงไม่ดีหลุดกรอบออกไปเอง

นาที 33 เวสต์แฮมก็พยายามจะหาช่องโต้กลับขึ้นไปบ้างเป้าหมายอยู่ที่หัวของแคร์โรลล์แต่ลูกเปิดยังโดนดักเอาไว้ได้ตลอดก่อนแมนฯ ซิตี้กลับไปกดดันหนักเหมือนเดิมแต่โอกาสเน้นๆยังไม่มาซักที ซิลบาทำชิ่งหลุดไปได้ก็เจอบังทางซะมิดพยายามยิงก็แฉลบออกหลัง

นาที 39 นวดนานสองนานสุดท้าย"เรือใบสีฟ้า"เอาประตูขึ้นนำที่ต้องการมาจนได้จากบอลเล่นกันสั้นๆนาสรี่คืนให้ยาย่าฝากให้กับนาสรี่ตรงกลางแต่งเข้าขวาทีนึงก่อนสับไกจากระยะ 25 หลาส่งบอลพุ่งเสียบโคนเสาไกลแบบหมดจด แมนฯ ซิตี้ออกนำ 1-0

นาที 44 ก่อนหมดครึ่งแรกแมนฯ ซิตี้ลึ้นทิ้งท้ายอีกทีด้วยลูกฟรีคิกริมเส้นขวานาสรี่เปิดเข้าไปเอง อเกวโร่เหลื่อมมานิดแต่ไร้ธงก่อนได้โหม่งสะบัดไปเสาไกลหลุดเสาสองไปอีก

นาที 45+2 ยังเกือบมีประตูสองให้แมนฯ ซิตี้หลังยาย่าครองบอลอยู่ในเขตโทษทางขวาเลี้ยงไปเลี้ยงมาก่อนฝากให้ซิลบาหันหน้าหาประตูแล้วซัดด้วยซ้าย แคร์โรลล์แหย่ขาสกัดเกือบทำทีมแย่บอลพุ่งไปชนคานเด้งออกมาจังเบอร์เลย

               ต่อมาในช่วงครึ่งหลังไม่นานเจ้าบ้านได้ประตูเพิ่มกันเรียบร้อยจากเตะมุมทางซ้ายเปิดเข้ามาตรงกลางมีตัวโหม่งมาเคลียร์ไม่ดีไปโดนเท้าเซโก้เกี่ยวมาเข้าทางกอมปานีในกรอบ 6 หลาตวัดยิงเข้าไปตุงตาข่ายไม่มีเหลือ แมนฯ ซิตี้นำห่างเป็น 2-0 เริ่มนับเวลาถอยหลังอีกไม่กี่นาทีก็แชมป์แล้ว

นาที 55 แมนฯ ซิตี้ยังไม่เพลาเกมบุกนวดเวสต์แฮมต่อไปเรื่อยๆมีช่องยิงได้ก็ยิงเลยหนนี้บอลขึ้นทางขวาก่อนจะจ่ายมาให้นาสรี่หน้าเขตโทษตั้งป้อมกดเข้ามาอีก อาเดรียนรับกระฉอกแต่ไม่ไกลยังตามไปรับเข้าซองได้

นาที 57 เวสต์แฮมก็เริ่มได้ตอบโต้บ้างแล้วได้โอกาสลุ้นกันสองทีติดๆหนแรกจากบอลเปิดล้นไปหมดแต่ดิยาเม่ตามไปเก็บสุดเส้นหลังแล้วตักกลับมาถึงหน้าเขตโทษ เทย์เลอร์ยิงสวนกระดอนออกหลัง กับอีกจังหวะเตะมุมเข้ามาที่เสาแรกแม็คคาร์ทนี่ย์โขกสะบัดไปเสาสองแต่ยังหลุดออกไปอีก

นาที 63 โอกาสของแมนฯ ซิตี้มาอีกแล้วหนนี้เป็นเตะมุมเล่นสั้นให้กับซิลบาทำท่าเหมือนจะเปิดแต่ลากตัดเข้าในมาเองซัดหนแรกติดบล็อก บอลกระดอนกลับมาหายังฉกไปได้ก่อนแต่งแล้วซัดอีกทีก็ไปติดบล็อกออกเสาไกลซะอีก

นาที 67 น่ามีประตูที่สามให้แมนฯ ซิตี้แล้วจริงๆด้วยการพาบอลมาเองของซาบาเลต้าทางขวาเข้าเขตโทษก่อนไปหักบอลกลับมาจากสุดเส้นหลัง แนวรับเวสต์แฮมสกัดกันไม่โดนเลยมาถึงอเกวโร่จ่อๆแล้วแต่ดันแปไม่ดีเองบอลไหลเข้ามืออาเดรียนง่ายๆเลยโอกาสทิ้งไปน่าเสียดาย

นาที 75 เวสต์แฮมพยายามบุกอยู่เหมือนกันแต่ทำอะไรไม่ได้เลย ส่วนแมนฯ ซิตี้ค่อยเป็นค่อยไปแล้วครองบอลไปเรื่อยรอเวลาเตรียมฉลองแชมป์อย่างเดียวพอก็คงได้

นาที 78 เกือบมีลูกที่สามให้กับแมนฯ ซิตี้อีกจากนาสรี่ฝากบอลให้ยาย่าหน้าเขตโทษแล้วยกบอลข้ามแผงหลังให้นาสรี่หลุดเข้าไปข้างในพยายามยิงอัดแต่อาเดรียนออกมาปิดมุมไวโดนเซฟไว้ได้

นาที 87 ท้ายเกมอเกวโร่ยังพยายามหาประตูให้ตัวเองบ้างต่อไป จังหวะนี้่เนเกรโด้ตอกส้นให้สวย"กุน"ลากมาหน้าเขตโทษพยายามแต่งจนหาช่องยิงได้แต่สุดท้ายก็ไม่ผ่านบล็อกอยู่ดี

นาที 89 ก่อนจะหมดเวลาดันมีเหตุวุ่นส่งท้ายอีกจากอเกวโร่เหมือนไม่พอใจจากจังหวะก่อนหน้าไปชนใส่โนเบิ้ลแบบจงใจจนโนเบิ้ลลุกขึ้นมาต้องไปคุยสุดท้ายฮึดฮัดเล็กน้อยก่อนแยกๆกันไปและรับใบเหลืองไปคนละใบ

จบเกมแมนฯ ซิตี้สมใจชนะเวสต์แฮมไป 2-0 คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2013/14 ด้วยการซัลโวไปถึง 102 ประตูแล้วยังกลายเป็นดับเบิ้ลแชมป์ในฤดูกาลนี้ด้วยจากที่คว้าลีก คัพมาก่อนหน้านี้

#2
แอต.มาดริด - มาลาก้า (ลาลีกา สเปน)
วันที่ : 11 พฤษภาคม 2557
เวลา : 00:00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต เอชดี 2 (667)



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

แอต.มาดริด :
            ยังคงนั่งจ่าฝูงของลีกา เมื่อโปรแกรมเหลือ 2 นัดสุดท้าย โดย แอต.มาดริด ต้องการอีก 4 แต้มเท่านั้น แต่ฟอร์มล่าสุดออกไปแพ้เลบันเต้ 0-2

ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ เทรนเนอร์ชาวอาร์เจนไตน์ ประกาศ 20 นักเตะสำหรับนัดนี้ โดยได้ ฆวนฟราน ตอร์เรส แบ็กขวาพ้นโทษแบนกลับมา แต่เสีย ดีเอโก้ โกดีน ปราการหลังตัวกลางติดโทษแบนแทน ส่วน คริสเตียน โรดรีเกซ ปีกอุรุกวัย กับฆาเบียร์ มานกีโย่ แบ็กขวาดาวรุ่ง มีปัญหาบาดเจ็บเล็กน้อย

ส่วนขุมกำลังหลักทั้ง กาบี เฟร์นานเดซ กองกลางกัปตันทีม, อาร์ดา ตูราน ตัวรุกตุรกี และ ดีเอโก้ คอสต้า กับ ดาบิด บีย่า คู่กองหน้าพร้อมลงสนาม

ตราหมีเล่นระบบ 4-4-2 ติโบต์ กูร์กตัวส์ เฝ้าเสา แนวรับยังเป็นฆวนฟราน ตอร์เรส, ชูเอา มิรานด้า, โทเบียส อัลเดอร์ไวเรลด์ และ ฟิลิเป้ หลุยส์ การ์มีร์สกี้

แผงกองกลาง กาบี เฟร์นานเดซ คุมจังหวะเกมร่วม ติอาโก้ เมนเดส แล้วให้ ฆอร์เก้ เรซูร์เรซซิโอน เมโรดิโอ ''โกเก้'' กับ อาร์ดา ตูราน คอยเดินเกมบุกริมเส้น ส่วนคู่หน้าใช้ ดาบิด บีย่า จับคู่กับ ดีเอโก้ คอสต้า

มาลาก้า :
           สถานการณ์ยังไม่ปลอดภัยเพราะมาลาก้ามีแต้มเหนือโซนตกชั้น 5 แต้ม ดังนั้นยังต้องการอีก 1 แต้มเพื่อการันตีการอยู่รอด ผลงานล่าสุดแพ้คาบ้านให้เอลเช่ 0-1

แบรนด์ ชูสเตอร์ นายใหญ่ชาวเยอรมัน ประกาศ 18 นักเตะสำหรับแมตช์นี้เช่นกัน โดยไม่มี เฆซุส กาเมซ แบ็กขวา, ฟลาวิโอ แฟร์เรยร่า กับ เซร์คิโอ ซานเชซ 2 ปราการหลัง และ เฟร์นานโด ติสโซเน่ ห้องเครื่องอาร์เจนไตน์ ที่บาดเจ็บ แต่ได้ นอร์ดิน อัมราบัต กองกลางตัวรุก พ้นโทษแบนกลับมา

ในรายของ มูเนียร์ เอล ฮัมดาอุย กองหน้าโมร็อกโก กับ ปาโบล เปเรซ กองกลาง ถูกตัดด้วยเหตุผลทางแท็กติก

โลส โบเกโรเนส เล่นระบบ 4-2-3-1 วิลลี่ กาบาเยโร่ เฝ้าเสา กองหลังมี โฆเซ่ มานูเอล กาซาโด้, มาร์กอส อันเคเลรี่, ร็อบซอน เวลิกตอน และ วิตอรีโน่ อันตูเนส

แดนกลาง อิ๊กนาซิโอ กามาโช่ คอยตัดเกมร่วมกับ เซร์จี้ ดาเดร์ แล้วให้ ซามูเอล การ์เซีย, เซร์คิโอ เปาโล บาร์โบซ่า วาเลนเต้ ''ดูด้า'' และ นอร์ดิน อัมราบัต คอยปั้นเกมบุกสนับสนุน โรเก้ ซานตา ครูซ กองหน้าตัวเก๋า

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

แอต.มาดริด :
(4-4-2) : ติโบต์ กูร์กตัวส์ - ฆวนฟราน ตอร์เรส, ชูเอา มิรานด้า, โทเบียส อัลเดอร์ไวเรลด์, ฟิลิเป้ หลุยส์ การ์มีร์สกี้ - โกเก้, กาบี เฟร์นานเดซ (กัปตันทีม), ติอาโก้ เมนเดส, อาร์ดา ตูราน - ดาบิด บีย่า, ดีเอโก้ คอสต้า

มาลาก้า :
(4-2-3-1) : วิลลี่ กาบาเยโร่ - โฆเซ่ มานูเอล กาซาโด้, มาร์กอส อันเคเลรี่, ร็อบซอน เวลิกตอน (กัปตันทีม), วิตอรีโน่ อันตูเนส - อิ๊กนาซิโอ กามาโช่, เซร์จี้ ดาเดร์ - ซามูเอล การ์เซีย, ดูด้า, นอร์ดิน อัมราบัต - โรเก้ ซานตา ครูซ

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

             ทีม "ตราหมี" ต้องการ 3 แต้มในการลุ้นแชมป์ แน่นอนเลยว่าต้องเน้นสุดๆ ผลงานที่เล่นในถิ่นชนะรวด 4 นัดหลังแถมไม่เสียประตูอีกด้วย เจอกับ "มาลาก้า" ที่ฟอร์มเล่นนอกบ้านไม่ดีเลยพ่ายมา 2 นัดติดแถมทำประตูไม่ได้ เป็นโอกาสทองที่ "ตราหมี" จะบดขยี้เอาชนะไปง่ายๆ
#3
เซลต้า บีโก้ - เรอัล มาดริด (ลาลีกา สเปน)
วันที่ : 11 พฤษภาคม 2557
เวลา : 00:00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต เอชดี 3 (668)



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

เซลต้า บีโก้ :
            การันตีการอยู่รอดในลีกา เนื่องจาก "เซลต้า บีโก้" เร่งฟอร์มได้ดีในช่วงหลังชนะมา 3 นัดติด ล่าสุดบุกไปเอาชนะโอซาซูน่า 2-0 เมื่อสัปดาห์ก่อน

หลุยส์ เอ็นริเก้ เทรนเนอร์ไฟแรง ไม่มีปัญหาในการจัดทีม เพราะขาดนักเตะบาดเจ็บแค่ อูโก้ มาโย่ แบ็กขวา กับเวลลิตอน โซอาเรส เด โมเรียส กองหน้าบราซิเลียน ที่ยืมตัวจากสปาร์ตัก มอสโก ส่วนข่าวดีคือ ราฟินญ่า อันกานตาร่า กองกลางที่ยืมจากบาร์เซโลน่า หายเจ็บกลับมา

โอส เซลติโกส เล่นระบบ 4-3-3 เซร์คิโอ อัลบาเรซ เฝ้าเสา แนวรับมี โฆนาธาน กาสโตร อ็อตโต้ ''จอนนี่'', อินญีโก้ โลเปซ, อันเดรว ฟอนตาส และ ยอน เอาร์เตเน็ตเช่

ตรงกลางสนามให้ เอากุสโต้ เฟร์นานเดซ, ไมเคิ่ล โครห์น-เดห์ลี่ และ ราฟินญ่า อัลกานตาร่า คอยเดินเกมร่วมกัน ขณะที่ 3 ประสานในแดนหน้าเป็น ฟาเบียน โอเรยาน่า, ชาร์ลส์ โอลิเวยร่า และ มิเกล อากูโด้ ดูราน ''โนลีโต้'' ล่าตาข่าย

เรอัล มาดริด :
            โอกาสลุ้นแชมป์ลีกา เหลือน้อยแล้วเพราะ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด มีแต้มตามหลังจ่าฝูง 4 แต้ม หลังจากเสมอมา 2 นัด ล่าสุดออกไปเสมอ เรอัล บายาโดลิด 1-1

คาร์โล อันเชลอตติ เทรนเนอร์ชาวอิตาเลียน เจอปัญหาในการจัดทีมแน่นอน เพราะไม่มี ราฟาแอล วาราน กับเคแปลร์ ลาเวราน ลิม่า แฟร์เรยร่า ''เปเป้'' 2 ปราการหลังตัวกลาง, ดาเนียล การ์บาฆาล แบ็กซ้าย, อังเคล ดิ มาเรีย กองกลางอาร์เจนไตน์ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สตาร์ของทีมต่างบาดเจ็บ ไม่ได้เดินทางไปกับทีม

แต่ข่าวดีคือ อัลบาโร่ อาร์เบลัว อีกหนึ่งแบ็กขวา กับ ซามี่ เคดิร่า กองกลางเยอรมัน กลับมาสมบูรณ์พร้อมลงสนาม

โลส บลังโกส เล่นระบบ 4-3-3 ดีเอโก้ โลเปซ เป็นนายทวาร กองหลังใช้ อัลบาโร่ อาร์เบลัว, เซร์คิโอ รามอส, นาโช่ เฟร์นานเดซ และ ฟาบิโอ โกเอนเตรา

แดนกลางเป็นการคุมจังหวะเกมร่วมกันของ ลูก้า โมดริช, ชาบี อลอนโซ่ และ ฟรานซิสโก้ โรมาน อลาร์กอน ซูอาเรซ ''อิสโก้'' ส่วน 3 ประสานเกมรุกเป็น แกเร็ธ เบล, คาริม เบนเซม่า และ อัลบาโร่ โมราต้า ล่าตาข่าย

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

เซลต้า บีโก้ :
(4-3-3) : โยเอล โรดิเกซ (กัปตันทีม) - จอนนี่, อินญีโก้ โลเปซ, อันเดรว ฟอนตาส, ยอน เอาร์เตเน็ตเช่ - เอากุสโต้ เฟร์นานเดซ, ไมเคิ่ล โครห์น-เดห์ลี่, ราฟินญ่า อัลกานตาร่า - ฟาเบียน โอเรยาน่า, ชาร์ลส์ โอลิเวยร่า, โนลีโต้

เรอัล มาดริด :
(4-3-3) : ดีเอโก้ โลเปซ - อัลบาโร่ อาร์เบลัว, เซร์คิโอ รามอส (กัปตันทีม), นาโช่ เฟร์นานเดซ, ฟาบิโอ โกเอนเตรา - ลูก้า โมดริช, ชาบี อลอนโซ่, อิสโก้ - แกเร็ธ เบล, คาริม เบนเซม่า, อัลบาโร่ โมราต้า

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

          เจ้าบ้าน "เซลต้า บีโก้" แม้ว่าจะไม่มีอะไรให้ลุ้นแล้ว แต่การเล่นส่งท้ายในบ้านต้องจัดเต็มที่แน่นอน ยิ่งกำลังคึกคักจากชัยชนะ 3 นัดติดด้วย ตรงกันข้ามกันกับ "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด แม้ว่าจะหวังรักษาโอกาสลุ้นแชมป์ ทว่าการขาดกำลังสำคัญไปหลายรายแน่นอนว่าต้องส่งผลกระทบ แต่ดูแล้ว "ราชันชุดขาว" คงจะทำได้แค่เบียดชนะเท่านั้น
#4
เอลเช่ - บาร์เซโลน่า (ลาลีกา สเปน)
วันที่ : 11 พฤษภาคม 2557
เวลา : 00:00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต เอชดี 4 (669)



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

เอลเช่ :
              เรียกว่าหายใจหายคอโล่งขึ้นมาพอสมควร เพราะ "เอลเช่" มีแต้มเหนือโซนตกชั้น 3 แต้ม หลังนัดล่าสุดบุกไปเอาชนะมาลาก้า 1-0

ฟราน เอสกริบ้า เทรนเนอร์เอลเช่ จะไม่มี อันโตนิโอ โรดรีเกซ มาร์ติเนซ ''โตนโญ่'' นายทวาร กับ อัลเบร์โต้ โบเตีย ปราการหลังตัวกลางติดโทษแบน ขณะที่ มานู เดล โมราล กองหน้า กับ อารอน ญีเกซ ดาวเตะอเนกประสงค์สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์

โลส ฟรานฆิเบร์เดส เล่นระบบ 4-2-3-1 มานู เอร์เรร่า เฝ้าเสา กองหลังมี ดาเมียน ซูอาเรซ, ดาบิด ลอมบาน, เซร์คิโอ เปเลกรีน และ โดมิงโก้ ซิสม่า

แดนกลางให้ การ์ลอส ซานเชซ กับ รูเบน เปเรซ คุมจังหวะเกมร่วมกัน ส่วน 3 ประสานในการปั้นเกมบุก การ์เลส คิล, เฟร์ราน โกโรมินาส เตเรเชีย ''โกโร่'' และ แกร์รี่ โรดริเกส ยืนอยู่หลัง ริชมอนด์ โบอัคเย่ กองหน้าตัวเป้า

บาร์เซโลน่า :
           กลับมามีลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว สำหรับ "ต่างดาว" บาร์เซโลน่า ต้องการชัยชนะทั้ง 2 นัดที่เหลือ แม้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะโดนเคตาเฟ่ตีเสมอ 2-2 ในนาทีสุดท้ายก็ตาม

ตาต้า มาร์ติโน่ เทรนเนอร์ชาวอาร์เจนไตน์ ประกาศรายชื่อ 19 นักเตะสำหรับนัดนี้ โดยไม่มี บิคตอร์ บัลเดส นายทวารมือ 1, เคราร์ด ปิเก้ กับ การ์เลส ปูโยล ปราการหลังตัวกลาง, จอร์ดี้ อัลบา แบ็กซ้าย, เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโตส จูเนียร์ หัวหอกบราซิเลียน กับ โจนาธาน โดส ซานโตส กองกลางดาวรุ่ง บาดเจ็บ

แต่ตัวหลักอย่าง อันเดรส อิเนียสต้า กับ ชาบี เอร์นานเดซ สองเพลย์เมกเกอร์ตัวทำเกม และ ลิโอเนล เมสซี่ กองหน้าสตาร์ของทีม พร้อมลงสนาม

ทีมอาซูลกราน่าเล่นระบบ 4-3-3 โฆเซ่ มานูเอล ปินโต้ เฝ้าเสา แนวรับมี ดาเนียล อัลเวส, มาร์ก บาร์ตร้า, ฮาเวียร์ มาสเชราโน่ และ อาเดรียโน่ กอร์เรอา

แดนกลางให้ ชาบี เอร์นานเดซ, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ และ อันเดรส อิเนียสต้า คอยเดินเกมร่วมกัน ส่วน 3 ประสานเกมรุกเป็น อเล็กซิส ซานเชซ, ลิโอเนล เมสซี่ และ เปโดร โรดริเกซ ลงล่าตาข่ายด้วยกัน

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

เอลเช่ :
(4-2-3-1) : มานู เอร์เรร่า - ดาเมียน ซูอาเรซ, ดาบิด ลอมบาน, เซร์คิโอ เปเลกรีน, โดมิงโก้ ซิสม่า - การ์ลอส ซานเชซ, รูเบน เปเรซ - การ์เลส คิล, โกโร่ (กัปตันทีม), แกร์รี่ โรดริเกส - ริชมอนด์ โบอัคเย่

บาร์เซโลน่า :
(4-3-3) : โฆเซ่ มานูเอล ปินโต้ - ดาเนียล อัลเวส, มาร์ก บาร์ตร้า, ฮาเวียร์ มาสเชราโน่, อาเดรียโน่ กอร์เรอา - ชาบี เอร์นานเดซ (กัปตันทีม), เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, อันเดรส อีเนียสต้า - อเล็กซิส ซานเชซ, ลิโอเนล เมสซี่, เปโดร โรดริเกซ

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

           เจ้าบ้าน "เอลเช่" จำเป็นต้องซิวชัยให้ได้เพื่อการันตีการอยู่รอด แต่ทว่าเกมนี้เจองานยาก เพราะ "ต่างดาว" ยกพลมาจัดหนักแน่ หลังจากที่มีลุ้นแชมป์ลีกาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าช่วงหลัง "เอลเช่" เล่นในบ้านได้อย่างเหนียวแน่น แต่อย่างไรก็ตามหากมาเจอเกมบุกของอาคันตุกะขึงเข้าใส่คงต้านทานไว้ไม่ไหวจนมีโอกาสโดนยิงขาดด้วย
#5
อตาลันต้า - เอซี มิลาน (กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี)
วันที่ : 11 พฤษภาคม 2557
เวลา : 17:30 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต 1 (681)



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

อตาลันต้า :
            "สเตฟาโน่ โคลันตูโอโน่" เกมนี้ต้องปราศจาก "มาร์เซโล่ เอสติการ์ริเบีย" ที่ถูกพักแข้ง แต่ยังได้ ลูก้า ชิการินี่ พ้นแบน เกมนี้แนวรับเจ็บกันเยอะ ต้องให้ โยฮัน เบอนาลูอาน จับคู่เซนเตอร์ฮาล์ฟกับ กูเยลโม่ สเตนดาร์โด้ ขนาบข้างด้วย คอนสแตนติน นิก้า และ ดาวิเด้ บริวิโอ

ลูก้า ชิการินี่ กลับมาเป็นมิดฟิลด์คู่กลางกับ คาร์ลอส คาร์โมน่า ริมเส้นใช้ คริสเตียน ไรมอนดิ และ จาโคโม่ โบนาเวนตูร่า วาง มักซิมิเลียโน่ โมราเลซ ปั้นเกมรุกอยู่ข้างหลัง เกร์มัน เดนิส

เอซี มิลาน :
            "คลาเรนซ์ เซดอร์ฟ" กุนซือเทพดำเกมนี้ประสบปัญหาตรง คริสเตียน อับเบียติ ติดโทษพักแข้ง ทำให้ มาร์โก อเมเลีย จะได้ลงเฝ้าเสาแทน ที่เหลือ อาดิล รามี่ จะยืนปราการหลังตัวกลางกับ ฟิลิปป์ เม็กแซส แบ็กสองข้างเป็น อินยาซิโอ อบาเต้ และ มัตเตีย เด ชิโญ่

ไนเจล เด ยองก์ ประสานงานแดนกลางกับ อันเดรีย โปลี และ ริคคาร์โด้ มอนโตลิโว่ แนวรุกสูตรเดิม อเดล ตารับต์ เป็นเพลย์เมกเกอร์หลัง กาก้า ที่จะถูกดันสูงเล่นหน้าคู่กับ มาริโอ บาโลเตลลี่

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

อตาลันต้า :
อันเดรีย คอนซิญี่; คอนสแตนติน นิก้า, โยฮัน เบอนาลูอาน, กูเยลโม่ สเตนดาร์โด้, ดาวิเด้ บริวิโอ; คริสเตียน ไรมอนดิ, ลูก้า ชิการินี่, คาร์ลอส คาร์โมน่า, จาโคโม่ โบนาเวนตูร่า; มักซิมิเลียโน่ โมราเลซ; เกร์มัน เดนิส

เอซี มิลาน :
มาร์โก อเมเลีย; อินยาซิโอ อบาเต้, อาดิล รามี่, ฟิลิปป์ เม็กแซส, มัตเตีย เด ชิโญ่; อันเดรีย โปลี, ไนเจล เด ยองก์, ริคคาร์โด้ มอนโตลิโว่; อเดล ตารับต์; มาริโอ บาโลเตลลี่, กาก้า

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

         "ปีศาจแดงดำ" เอซี มิลาน กำลังใจเต็มเปี่ยมเพราะพึ่งเอาชนะอริร่วมเมืองอย่าง "งูใหญ่" อินเตอร์ มิลาน มาหมาดๆ โดยเกมนี้ต้องบุกไปเยือน "อตาลันต้า" ที่ผลงานยังไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยนัก ดูแล้ว "แดงดำ" น่าจะนิ่งพอที่บุกคว้าชัยได้อีกเกม
#6
คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ - เชลซี (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
วันที่ : 11 พฤษภาคม 2557
เวลา : 21:00 น.
ถ่ายทอดสด : ช่อง 9,CTH สเตเดี้ยม 4



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ :
            "เดอะ บลูส์เบิร์ด" ภายใต้การทำงานของ "โอเล่ กุนนาร์ โซลชา" กุนซือนอร์วีเจี้ยนพาทีมตกชั้นกลับไปเล่นในเดอะ แชมเปี้ยนชิพเรียบร้อย หลังออกไปโดนนิวคาสเซิ่ลถล่มยับ 0-3 ซึ่งเป็นการแพ้นัดที่ 2 ในรอบ 4 เกมด้วย

สภาพทีมเกมนี้ ที่แน่ๆ โซลชายังชวดใช้งานฆวน กาล่า กองหลังสแปนิชที่เหลือโทษแบนอีก 2 นัด ทำให้เบน เทอร์เนอร์ได้คุมหลังบ้านคู่กับสตีเว่น คอลเกอร์ ต่อไปอีกเกม

ส่วนเกแว็ง เตโอฟิล-การ์แตร์กรีน แบ็กขวา และ การี เมเดล มิดฟิลด์ชิเลียน ที่พลาดเกมแพ้สาลิกาดง เพราะมีอาการป่วย ก็จะกลับมาฟิตอีกครั้ง

แต่พวกที่เดี้ยงอยู่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นมาร์ค ฮัดสัน (เอ็นหลังหัวเข่า), แอนดรูว์ เทย์เลอร์ (ไม่สมบูรณ์), เคร็ก นูน (กล้ามเนื้อท้อง) ยังชวดทั้งหมด

เชลซี :
            ส่วนทางด้านของ "โชเซ่ มูรินโญ่" กุนซือแฮปปี้ วัน ของ "สิงห์โตน้ำเงินคราม" เชลซี พาทีมหมดลุ้นแชมป์แน่นอนแล้ว หลังทำได้แค่เสมอนอริช ซิตี้ในบ้านแบบโนสกอร์
สภาพทีมเกมนี้ ที่แน่ๆ มูรินโญ่ยังไม่มีรามิเรส มิดฟิลด์แซมบ้าที่เหลือโทษแบนอีก 2 นัด ส่วนแฟร้งค์ แลมพาร์ด มิดฟิลด์ตัวเก๋ามีอาการป่วยและอาจชวดเกมนี้ เช่นเดียวกับแอชลี่ย์ โคล และ จอห์น เทอร์รี่ ที่ไม่สมบูรณ์เช่นกัน

นอกจากนี้ซามูเอล เอโต้ ก็มีอาการเจ็บเข่าในระหว่างการซ้อมเมื่อวันพฤหัสฯ ต้องรอทดสอบความฟิต ส่วนออสการ์ ที่เจ็บสะโพกจนพลาดเกมกับนกขมิ้นก็น่าจะชวดต่อไป เช่นเดียวกับปีเตอร์ เช็ก ประตูมือ 1 ที่เข้ารับการผ่าตัดหัวไหล่เรียบร้อย

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ :
(4-1-4-1) : เดวิด มาร์แชลล์ - เกแว็ง เตโอฟิล-การ์แตร์กรีน, สตีเว่น คอลเกอร์, เบน เทอร์เนอร์, ฟาบิโอ ดา ซิลวา - การี เมเดล - วิลฟรีด ซาฮา, จอร์ดอน มัทช์, ปีเตอร์ วิตติ้งแฮม, เคร็ก เบลลามี่ - เฟรเซอร์ แคมป์เบลล์   

เชลซี :
(4-3-3) : มาร์ค ชวาร์เซอร์ - บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, แกรี่ เคฮิลล์, โทมาส คาลาส, เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า - เนมานย่า มาติช, จอห์น โอบี มิเคล, ดาวิด ลุยซ์ - วิลเลี่ยน, เดมบา บา, อันเดร เชือร์เล่

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

           อีกคู่ที่ถือว่าเป็นเกมที่ไม่มีความหมายอะไรแล้ว หลังจาก "สิงห์บลูส์" เชลซี หมดโอกาสลุ้นแชมป์แน่นอนแล้ว ส่วนทางด้านของ "บลูส์เบิร์ด" เองก็ตกชั้นไปเรียบร้อยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามหากเชลซีเก็บชัยได้ พวกเขาก็จะมีโอกาสขยับขึ้นไปเป็นรองแชมป์ หากว่า "หงส์แดง" พลาดท่าพ่ายแพ้ต่อ "นิวคาสเซิ่ล" แม้ต้องออกมาเยือน แต่เทียบศักยภาพกันแล้ว อาคันตุกะจากลอนดอนดูดีกว่าชัดเจน และน่าจะเน้นส่งท้ายพร้อมเก็บชัยชนะเพื่อเป็นการปลอบใจแฟนๆ
#7
นอริช ซิตี้ - อาร์เซน่อล (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
วันที่ : 11 พฤษภาคม 2557
เวลา : 21:00 น.
ถ่ายทอดสด : CTH สเตเดี้ยม 3



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

นอริช ซิตี้ :
             นกขมิ้นเหลืองอ่อนของนายใหญ่ชั่วคราว นีล อดัมส์ ที่ถูกดันให้ขึ้นมากู้สถานการณ์แทน คริส ฮิวจ์ตัน อาจยังเหลือรูรอดตามทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติแล้ว คงต้องลงไปแชมเปี้ยนชิพแน่ หลังจากที่ผลต่างประตูได้เสียเป็นรองเวสต์บรอมฯ ที่ต้องลุ้นเช่นกันถึง 17 ลูกเลยทีเดียว เท่ากับว่านอกจากจะต้องชนะอาร์เซน่อลให้ได้เยอะๆ แล้ว ยังต้องภาวนาให้เดอะ แบ็กกี้ส์ แพ้เยอะๆ ด้วย
สำหรับเกมที่ต้องเล่นเพื่อศักดิ์ศรีที่แคร์โรว์ โร้ด วันอาทิตย์นี้ อดัมส์ยังไม่น่ามี โจเซฟ โยโบ กองหลังผิวหมึกชาวไนจีเรียที่ยืมมา เพราะมีปัญหาเจ็บ และยังไม่เคยได้เล่นเลยตั้งแต่เจ้าตัวขึ้นมาทำงานโค้ชชั่วคราว ขณะที่ปีกจอมพลิ้ว แอนโธนี่ พิลคิงตัน ก็มีปัญหาเจ็บสะโพก จนต้องนั่งดูเช่นเดียวกับกองกลาง เดวิด ฟ็อกซ์ (หัวเข่า) โดยมีรายงานว่า อดัมส์อาจดันดาวรุ่ง จอร์ช เมอร์ฟี่ ขึ้นมา

ส่วนตัวหลักรายอื่นๆ จากชุดที่ออกไปยันเสมอเชลซีได้ 0-0 จนดับความหวังการลุ้นแชมป์ของ โชเซ่ มูรินโญ่ ยังพร้อมลุยต่อ แต่อาจเน้นเกมรุกเพื่อสร้างความบันเทิงให้แฟนๆ มากกว่าตอนไปเยือนสแตมฟอร์ด บริดจ์

เนธาน เร้ดมอนด์ กับ โรเบิร์ต สน็อดกราสส์ ทำเกมริมเส้นขนาบข้างหอกเป้าอย่าง แกรี่ ฮูเปอร์ ขณะที่แดนกลางมี ลีรอย เฟอร์, จอนนี่ ฮาวสัน กับ แบร็ดลี่ย์ จอห์นสัน ช่วยกันไล่ทำลายเกม

อาร์เซน่อล :
            ปืนใหญ่ของ อาร์แซน เวนเกอร์ หวังปิดฤดูกาลด้วยการคว้าชัย 5 นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก หลังการันตีตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นปีที่ 17 ติดต่อกันได้ก่อนหน้านี้แล้ว โดยผลงานล่าสุดของพวกเขาคือเปิดรังเชือดเวสต์บรอมฯ 1-0

มีรายงานว่า เวนเกอร์จะให้ แจ็ค วิลเชียร์ มีเอี่ยวกับเกมนัดนี้ด้วย หลังจากที่กองกลางจอมลุย หายหน้าไปพักใหญ่ เพราะเจ็บเท้าจากการรับใช้ทีมชาติอังกฤษ

ขณะที่กองกลาง อารอน แรมซี่ย์ (ต้นขา) น่ามีชื่ออยู่ในทีมด้วย เช่นเดียวกับฟูลแบ็ก คีแรน กิ๊บบ์ส ที่หายหน้าไปตั้งแต่เกมเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ กับวีแกน เพราะเจ็บเอ็นหลังหัวเข่า แต่พวกที่เดี้ยงยาวก่อนหน้านี้ยังวืดทั้ง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน (โคนขาหนับ), แซร์จ นาบรี้ และ ธีโอ วัลค็อตต์ (หัวเข่าทั้งคู่)

เวนเกอร์อาจปรับทัพบางตำแหน่ง โดยจะไม่เสี่ยงใช้นักเตะที่ไม่ฟิตเด็ดขาด เพราะยังเหลือเกมเอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศกับฮัลล์ รออยู่ช่วงกลางเดือน ทำให้พวกที่เป็นสำรองในนัดล่าสุดอย่าง คาร์ล เจนกินสัน, คิม คัลล์สตรอม, ยาย่า ซาโนโก้, อาบู ดิยาบี้, โทมัส โรซิชกี้ และ โธมัส แฟร์มาเล่น ลุ้นได้โชว์ฝีเท้า
 
รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

นอริช ซิตี้ :
(4-1-4-1) : จอห์น รัดดี้ - รัสเซล มาร์ติน, ไมเคิ่ล เทอร์เนอร์, ไรอัน เบนเน็ตต์, มาร์ติน โอลส์สัน - แบร็ดลี่ย์ จอห์นสัน - โรเบิร์ต สน็อดกราสส์, ลีรอย เฟอร์, จอนนี่ ฮาวสัน, เนธาน เร้ดมอนด์ - แกรี่ ฮูเปอร์

อาร์เซน่อล :
(4-2-3-1) : วอยเซียค เชสนี่ - คาร์ล เจนกินสัน, แพร์ แมร์เตซัคเคอร์, โธมัส แฟร์มาเล่น, นาโช่ มอนเรอัล - คิม คัลล์สตรอม, มาติเยอ ฟลามินี่ - ซานติ กาซอร์ล่า, โทมัส โรซิชกี้, ลูคัส โพดอลสกี้ - ยาย่า ซาโนโก้

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

             เป็นที่รู้กันว่า "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นั้นหมดหวังไปแล้วโดยเกมนี้จะเล่นเพื่อสปิริตเท่านั้น ขณะที่ทางด้านของ "ปืนใหญ่" เองก็ไม่ต่างกันเพราะไม่มีเหลืออะไรให้ลุ้นแล้ว และสมาธิน่าจะไปจดจ่อที่เวมบลีย์ ในนัดชิงถ้วยเอฟเอ คัพ แล้ว ผลงานล่าสุดในเกมกับ "มวยโลก" เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ก็ดูแผ่วลงไป นัดนี้คาดว่าน่าจะดร็อปกำลังหลักบางราย เปิดโอกาสให้เหล่าตัวสำรองลงสนาม แม้ว่าจะมีศักยภาพเหนือกว่า แต่ทว่าคงหืดจับกับการเล่นในรังของ "นกขมิ้น" ถึงจะชนะได้ก็คงหืดจับแน่
#8
แมนฯ ซิตี้ - เวสต์แฮม (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
วันที่ : 11 พฤษภาคม 2557
เวลา : 21:00 น.
ถ่ายทอดสด : CTH สเตเดี้ยม 5



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

แมนฯ ซิตี้ :
              "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ภายใต้บังเหียนของกุนซือชาวชิลี มานูเอล เปเยกรีนี่ ต้องการชนะ เวสต์แฮม ให้ได้เพื่อคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกหนที่สองในรอบสามปีแบบสวยงาม แม้ผลเสมอก็เพียงพอต่อการได้ชูถ้วยแล้ว หลังจากนัดล่าสุดเปิดบ้านถล่ม แอสตัน วิลล่า 4-0 จนรั้งบัลลังก์จ่าฝูงมีแต้มมากกว่า ลิเวอร์พูล สองแต้ม

สภาพทีมล่าสุด มีข่าวดีเมื่อ เซร์คิโอ อเกวโร่ ''กุน'' กองหน้าร่างเล็กทีมชาติอาร์เจนตินา ฟิตกลับมาช่วยทีมได้แล้วที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม หลังเอาชนะอาการบาดเจ็บโคนขาหนีบที่ทำให้วืดแมตช์ดับวิลล่า

จากการกลับมาของ ''กุน'' ทำให้ เปเยกรีนี่ มีทัพใหญ่ให้เลือกใช้งานในการล่าแชมป์พรีเมียร์ลีก เอติฮัด ในนัดตกค้างนี้ ซึ่งเชื่อว่า เปเยกรีนี่ จะจัดทัพใหญ่บู๊แน่นอนในระบบกองหน้าคู่เพื่อเอาชนะ เวสต์แฮม และคว้าแชมป์อย่างมีสไตล์

โจ ฮาร์ท มือหนึ่งทีมชาติอังกฤษ เฝ้าเสาหลังแผงแบ็กโฟร์ที่มี แว็งซ็องต์ ก็องปานี กองหลังกัปตันทีมคุม ขณะที่แบ็กซ้ายต้องแย่งกันระหว่าง กาแอล กลิชี่ กับ อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ

ส่วนแดนกลาง เปเยกรีนี่ คงเลือกใช้งาน ฆาบี การ์เซีย ในการยืนคู่จอมพลัง ยาย่า ตูเร่ เพื่อรับมือกับเกมที่เน้นการเข้าปะทะและลูกโด่ง ทำให้ แฟร์นานดินโญ่ ต้องนั่งสำรอง ขณะที่เกมรุกมี ดาบิด ซิลบา ที่ฟิตกลับมาตั้งแต่นัดก่อน ผนึกกำลังกับ ซามีร์ นาสรี่ และ ''กุน'' รวมถึง เอดิน เชโก้ ที่เหมาสองเม็ดนัดก่อน

เวสต์แฮม :
             ฟากของ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ของกุนซือจอมแท็กติก แซม อัลลาร์ไดซ์ ไม่เหลืออะไรให้ลุ้นแล้วในฤดูกาลนี้หลังจากการันตีการรอดตกชั้นแน่นอนแล้ว ด้วยการเอาชนะอริร่วมกรุงลอนดอนอย่าง สเปอร์ส 2-0 ที่ อัพตัน พาร์ค เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จนนั่งอันดับ 12

ความพร้อมล่าสุด ถือว่า บิ๊กแซม มีขุมกำลังชุดใหญ่ให้เลือกใช้งานเช่นกัน แค่ศูนย์หน้าที่ยืมมาอย่าง มาร์โก บอร์ริเอลโล่ (น่อง) ที่ต้องรอเช็กความฟิต หลังเจ็บมาตลอดจนไม่ค่อยได้ลงสนามอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยให้ เดอะ แฮมเมอร์ส นับตั้งแต่ย้ายมาเมื่อเดือนมกราคม ดาวเตะวัย 31 ลงเล่นได้แค่สองเกมเท่านั้น

ส่วนพวกที่เหลือล้วนฟิตพร้อมเป็นตัวเลือกให้บิ๊กแซมที่หยุดสถิติแพ้รวดไว้ที่สี่เกม ซึ่งดูแล้ว บิ๊กแซม ที่โดนแฟนบอลบางกลุ่มของตัวเองยี้ คงยึด 11 ขุนพลชุดเดิมที่ตบ สเปอร์ส ต่อไป เพราะเล่นกันได้อย่างไหลลื่น

แนวรับมี วินสตัน รีด คุมเคียงข้าง เจมส์ ทอมกิ้นส์ ส่วน แม็ตต์ เทย์เลอร์ กองกลางซ้ายธรรมชาติ คงต้องนั่งสำรองต่อไป เปิดทางให้ โมฮาเหม็ด ดิยาเม่ ดันขึ้นสูงผนึกกำลังกับ เควิน โนแลน กัปตันทีม และ มาร์ค โนเบิล ในแดนกลาง ส่วนแนวรุกนำโดยอดีตเด็ก ลิเวอร์พูล อย่าง สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง กับ แอนดี้ แคร์โรลล์ ที่ประกาศขอช็อก เรือใบสีฟ้า เพื่อสร้างความสุขให้ทีมเก่าให้ได้

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

แมนฯ ซิตี้ :
(4-4-2) : โจ ฮาร์ท - ปาโบล ซาบาเลต้า, มาร์ติน เดมิเคลิส, แว็งซ็องต์ ก็องปานี, อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ - ดาบิด ซิลบา, ฆาบี การ์เซีย, ยาย่า ตูเร่, ซามีร์ นาสรี่ - เซร์คิโอ อเกวโร่ ''กุน'', เอดิน เชโก้

เวสต์แฮม :
(4-2-3-1) : อาเดรียน - กีย์ เดเมล, เจมส์ ทอมกิ้นส์, วินสตัน รีด, จอร์จ แม็คคาร์ทนี่ย์ - แม็ตต์ เทย์เลอร์, มาร์ค โนเบิล - สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง, เควิน โนแลน, โมฮาเหม็ด ดิยาเม่ - แอนดี้ แคร์โรลล์

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

            "เรือใบสีฟ้า" พกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋า เพราะมีเป้าหมายชัดเจนคือการคว้าแชมป์ เพราะฉนั้นต้องเน้นหนักแน่แถงกำลังใจรวมถึงเสียงเชียร์ของเหล่าแฟนบอลยังแน่นหนาอีกด้วย อีกทั้งสถิติในการเล่นในบ้านของพวกเค้ายอดเยี่ยมเหลือเกิน ฤดูกาลนี้เก็บ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ทั้งสามนัดที่เจอกัน โดยเฉพาะใน ลีก คัพ ที่ชนะสกอร์รวมถึง 9-0 เกมรุกคือทีเด็ดของ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังจากที่ซัดไปแล้ว 100 ลูกในฤดูกาลนี้ นัดนี้ยังได้ "เซอร์คิโอ กุน อเกวโร่" กลับคืนมาอีกด้วย อาวุธหนักครบมือ อาจต้องคลำเป้าสักพัก แต่ถ้าเม็ดแรกมาเร็ว สองประตูขึ้นไปมีแน่สำหรับ "เรือใบสีฟ้า"
#9
เซาธ์แฮมป์ตัน - แมนฯ ยูไนเต็ด (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
วันที่ : 11 พฤษภาคม 2557
เวลา : 21:00 น.
ถ่ายทอดสด : CTH สเตเดี้ยม 1



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

เซาธ์แฮมป์ตัน :
            เจ้าบ้าน "นักบุญ" เซาธ์แฮมป์ตัน ภายใต้การทำงานของกุนซืออาร์เจนไตน์ "เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่" ต้องการจบฤดูกาลให้สวยที่สุดในพื้นที่ครึ่งบนของตาราง หลังจากที่นัดก่อนออกไปเชือด สวอนซี 1-0 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

สำหรับการเปิดสังเวียนแข้ง เซนต์ แมรี่ส์ รับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในเกมส่งท้ายฤดูกาลสุดสัปดาห์นี้ ถือว่า กุนซืออาร์เจนไตน์ ที่มีข่าวได้รับความสนใจจาก สเปอร์ส ไม่มีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บเพิ่มเติม

มอร์กก็อง ชเนแดร์กแล็ง (ต้นขา), และ ริคกี้ แลมเบิร์ต ต่างกัดฟันลงเล่นในนัดชน สวอนซี ได้หลังจากที่มีปัญหาบาดเจ็บก่อนหน้านั้น และเชื่อว่า น่าจะยังไหวในการรับมือกับ ''ปีศาจแดง''

แต่ในรายของ เจย์ โรดริเกซ (หัวเข่า), กัสตอน รามิเรซ (ข้อเท้า) และ มายะ โยชิดะ (หัวเข่า) ยังไม่ไหว เช่นเดียวกับโกลสำรองอย่าง เคลวิน เดวิส (หลัง)

ขณะที่แกนหลักรายอื่นๆ ยังอยู่ครบ นำโดยสามสตาร์ทีมชาติอังกฤษอย่าง แบ็กซ้าย ลุค ชอว์ ที่ตกเป็นข่าวพัวพันกับ ปีศาจแดง, กัปตันทีม อดัม ลัลลาน่า ที่มีข่าวกับ ลิเวอร์พูล และ แลมเบิร์ต ฮีโร่ผู้ยิงนำชัยนัดก่อน ที่พร้อมยึดตำแหน่งตัวจริงแทนดาวรุ่ง แซม กัลลาเกอร์

แมนฯ ยูไนเต็ด :
             ส่วนทางด้านของทีม "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้ยุคของกุนซือชั่วคราว "ไรอัน กิ๊กส์" จะทำหน้าที่คุมทีมเป็นนัดสุดท้าย หลังจากที่นัดก่อนเปิด โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ขย่ม ฮัลล์ 3-1 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ท่ามกลางข่าวลือเรื่องอนาคตที่ยังไม่แน่ไม่นอนของตัวเอง หลังมีข่าวสโมสรเตรียมประกาศตั้ง หลุยส์ ฟาน กัล คุมทัพเต็มตัวหลังเกมนี้

กองหลัง ฟิล โจนส์ (ไหล่) และศูนย์หน้า เวย์น รูนี่ย์ (โคนขาหนีบ) หมดสิทธิ์แน่ในการเล่นเกมส่งท้ายซีซั่นนี้ เพราะมีปัญหาบาดเจ็บ ขณะที่นายทวาร อันเดอร์ส ลินเดการ์ด (ป่วย) และกองหลัง ราฟาเอล ดา ซิลวา (ต้นขา) ยังต้องเช็กอาการอีกครั้ง
นอกจากนี้ เซ็นเตอร์แบ็ก จอนนี่ อีแวนส์ (ข้อเท้า) ก็ไม่พร้อม แต่ข่าวดีคือ เจมส์ วิลสัน กองหน้าดาวรุ่งวัย 18 ที่แจ้งเกิดด้วยการเหมาสองลูกในนัดประเดิมสนามกับ ฮัลล์ ก่อนเจ็บเล็กน้อยจนโดนเปลี่ยนออก ยังพร้อมบู๊

กิ๊กส์ ที่จะผนึกกำลังกับเพื่อนซี้อย่าง นิคกี้ บัตต์, ฟิล เนวิลล์ และ พอล สโคลส์ สั่งการข้างสนาม น่าปรับเปลี่ยนทีมบาตำแหน่งจากชุดล่าสุด โดยให้กัปตันทีม เนมานย่า วิดิช ที่นัดก่อนถูกเปลี่ยนลงสนาม ได้ออกสตาร์ตเป็นนัดสุดท้ายกับ แมนฯ ยูไนเต็ด

ส่วน ปาทริซ เอวร่า, ริโอ เฟอร์ดินานด์, ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์, ฆวน มาต้า แดนนี่ เวลเบ็ค และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ส่อได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริงอีกครั้ง ขณะที่ อันโตนิโอ วาเลนเซีย รับบทแบ็กขวาจำเป็นต่อ ขณะที่ กิ๊กส์ อาจเปลี่ยนตัวเองลงสนามอีกครั้ง

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

เซาธ์แฮมป์ตัน :
(4-3-3) : อาร์เทอร์ โบรุก - เนธาเนียล ไคลน์, โชเซ่ ฟอนเต้, เดยัน ลอฟเรน, ลุค ชอว์ - แจ็ค คอร์ก, วิคเตอร์ วานยาม่า, มอร์กก็อง ชเนแดร์กแล็ง -  สตีเว่น เดวิส, ริคกี้ แลมเบิร์ต, อดัม ลัลลาน่า

แมนฯ ยูไนเต็ด :
(4-2-3-1) : ดาบิด เด เคอา - อันโตนิโอ วาเลนเซีย, เนมานย่า วิดิช, ริโอ เฟอร์ดินานด์, ปาทริซ เอวร่า - ไมเคิ่ล คาร์ริค, ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์ - ฆวน มาต้า, มารูอาน เฟลไลนี่, แดนนี่ เวลเบ็ค - โรบิน ฟาน เพอร์ซี่

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

           เจ้าถิ่น "นักบุญ" ไม่เหลืออะไรจะต้องลุ้นแล้ว ขณะที่ฝั่งทางด้านของ "ปีศาจแดง" นั้นยังมีสิทธิ์ไป ยูโรปา ลีก อยู่ แม้ต้องลุ้นผลคู่ "สเปอร์ส" ด้วย เชื่อว่าเกมนี้กุนซือขนดกน่าจะเน้นหนักพอสมควร ยิ่งนัดนี้เป็นการคุมทีมนัดสุดท้ายของเจ้าตัวด้วย ขณะที่สถิติไม่เลวนัก เพราะไม่เคยแพ้ให้ "นักบุญ" เลยในการพบกันหกครั้งหลังแถมยังบุกชนะได้ห้านัดหลังสุดอีกด้วย แม้ว่าช่วงหลังเจ้าบ้านจะแข็งแกร่งขึ้นก็ตาม แต่ทว่าเกมนี้ขาดแข้งกำลังหลักไปหลายราย ทีเด็ดทีขาดอยู่ที่ฝั่ง "เร้ด เดวิลล์" น่าจะเป็นฝ่ายคว้าชัยไปได้ 
#10
ลิเวอร์พูล - นิวคาสเซิ่ล (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
วันที่ : 11 พฤษภาคม 2557
เวลา : 21:00 น.
ถ่ายทอดสด : ไทยรัฐทีวี, CTH สเตเดี้ยม 2



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

ลิเวอร์พูล :
            "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ภายใต้การทำงานของกุนซือตาหวาน "เบรนแดน ร็อดเจอร์ส" ยังเหลือความหวังในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แม้จะริบหรี่เต็มทน หลังออกไปโดน คริสตัล พาเลซ บด 3-3 เมื่อคืนวันจันทร์ ทำให้เหลือทางเดียวคือภาวนาให้ แมนฯ ซิตี้ พ่ายคาบ้านในนัดสุดท้าย แล้วตัวเองชนะ นิวคาสเซิ่ล

ความพร้อมก่อนเกมนัดปิดซีซั่นที่ แอนฟิลด์ วันอาทิตย์นี้ มีข่าวดีเมื่อ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางจอมขยันทีมชาติอังกฤษ พร้อมกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง หลังหายหน้าไปสามนัดหลังสุดเพราะติดโทษแบนจากใบแดงตั้งแต่เกมกำราบ แมนฯ ซิตี้ 3-2
เท่ากับว่า เวลานี้ กุนซือหนุ่มชาวไอร์แลนด์เหนือ เหลือแค่ โฆเซ่ เอ็นริเก้ กับ เซบาสเตียน โคอาเตส สองกองหลังที่พักยาวเท่านั้น ส่วนที่เหลือต่างพร้อมทำตามหน้าที่ของตัวเองด้วยการเอาชนะ สาลิกาดง ไว้ก่อน

บีร็อด เตรียมพร้อมจัดทัพลุยแหลกหวังคว้าชัยกำนัลแด่แฟนๆ โดย ซิมง มิโญเล่ต์ โกลมือกาวจะเฝ้าเสาหลังแผงแบ็กโฟร์ที่ส่อใช้ มามาดู ซาโก้ คู่ มาร์ติน สเคอร์เทล ต่อไป โดยมี เกล็น จอห์นสัน กับ จอน ฟลานาแกน ขนาบข้างขวา-ซ้าย

ส่วนแดนกลาง คาดว่า เฮนเดอร์สัน กับ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ จะกลับมาผนึกกำลังกับกัปตันทีม สตีเว่น เจอร์ราร์ด อีกครั้ง ทำให้ ลูคัส เลวา กับ โจ อัลเลน ต้องนั่งสำรอง ถือเป็นชุดที่ทำผลงานได้สุดยอดก่อนหน้านี้ ส่วนแนวรุกใช้งานเจ้าหนู ราฮีม สเตอร์ลิง ในบทบาทหน้าต่ำหลังคู่หอก แดเนียล สเตอร์ริดจ์ กับ หลุยส์ ซัวเรซ ดาวซัลโว 31 เม็ด เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีคนล่าสุด

นิวคาสเซิ่ล :
           "สาลิกาดง" นิวคาสเซิล ของกุนซือ "อลัน พาร์ดิว" หยุดสถิติปราชัยไว้ที่หกนัดติดต่อกันด้วยการเปิดบ้านทุบ คาร์ดิฟฟ์ 3-0 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และจะมาเยือน แอนฟิลด์ แบบนับถอยหลังรอให้จบฤดูกาลที่ไม่มีอะไรเหลือให้ลุ้น

มีข่าวไม่สู้ดีนักก่อนเกมนี้ เมื่อ ปาปิสส์ ซิสเซ่ กองหน้าผิวหมึกชาวเซเนกัลที่เจ็บมาตั้งแต่เกมพ่าย สวอนซี เมื่อเดือนเมษายน จะต้องขึ้นเขียงผ่าตัดซ่อมแซมหัวเข่า และพักยาวนานถึงสี่เดือนเต็มเลยทีเดียว

ส่วนที่เหลือ ถือว่า พาร์ดิว ที่กำลังโดนแฟนๆ กดดัน ไม่มีปัญหาผู้เล่นตัวหลักๆ บาดเจ็บเพิ่มเติมหรือมีปัญหาความฟิต โดยในรายของ ไรอัน เทย์เลอร์ นักเตะสารพัดประโยชน์ กลับมาซ้อมเบาๆ ได้แล้วหลังไปผ่าตัดหัวเข่ามา

ทั้งนี้ เชื่อว่า พาร์ดิว คงยึด 11 ขุนพลชุดเดิมที่เอาชนะ คาร์ดิฟฟ์ ได้ นำโดยคู่กองหน้า โชล่า อเมโอบี้ กับ โลอิก เรมี่ ซึ่งรายแรก จะเล่นเต็มที่เพื่อสัญญาใหม่ ส่วนรายหลังที่ถูกยืมมาจาก ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส หวังทิ้งทวนเพื่อเรียกค่าตัวด้วยการระเบิดฟอร์ม
 
รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

ลิเวอร์พูล :
(4-1-2-1-2) : ซิมง มิโญเล่ต์ - เกล็น จอห์นสัน, มาร์ติน สเคอร์เทล, มามาดู ซาโก้, จอน ฟลานาแกน - สตีเว่น เจอร์ราร์ด - จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ - ราฮีม สเตอร์ลิง - แดเนียล สเตอร์ริดจ์, หลุยส์ ซัวเรซ

นิวคาสเซิ่ล :
(4-4-1-1) : ทิม ครูล - มาติเยอ เดอบูชี่, ไมค์ วิลเลียมสัน, ฟาบริซิโอ โกลอชชินี่, พอล ดัมเม็ตต์ - มุสซ่า ซิสโซโก้, ชีค ติโอเต้, ฟูร์นอน อานิต้า, โยอัน กูฟฟร็อง - โลอิก เรมี่ - โชล่า อเมโอบี้

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

             เกมนี้ "หงส์แดง" จัดหนักจัดเต็มต่อหน้าเหล่าบรรดาแฟนบอลแน่นอน ฟอร์มเล่นในบ้านแข็งแกร่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยามที่ต้องเจอกับ "สาลิกาดง" เมื่อไร้พ่ายใน 14 นัดหลังที่เจอกันทุกถ้วย แถมเวลานี้ ทีมเยือนห่อเหี่ยวอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่ายิงประตูนอกบ้านไม่ได้เลยถึงหกจากเจ็ดนัดหลัง "ทูน อาร์มี่" ไม่เหลืออะไรให้ลุ้น ปัญหาการบริหารทีมก็เยอะ ไม่ว่าจะดูเหลี่ยมไหน เหล่าเด็กๆ ของกุนซือตาหวานก็จะดาหน้าบุกตั้งแต่เริ่มเกม แล้วพิชิตชัยไปในท้ายที่สุด ก่อนที่จะภาวนาให้เกิดปาฏิหาริย์อีกสนาม
#11

              "ดิเอโก้ ซิเมโอเน่" บิ๊กบอสคนเก่งของทีม "ตราหมี" แอตเลติโก้ มาดริด ออกมาแสดงความเชื่อมั่นในความสามารถของลูกทีมของเขาว่าจะสามารถเอาชนะเส้นทางโค้งสุดท้ายฤดูกาลผงาดคว้าแชมป์ลา ลีกาไปครองได้ในที่สุด

"ตราหมี" เพิ่งพลาดท่าพ่ายแพ้เกมแรกในรอบ 11 นัดเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาเมื่อบุกไปแพ้ "เลบานเต้" 0-2 ทำให้โอกาสลุ้นแชมป์ลา ลีกาหนแรกตั้งแต่ปี 1996 ยังต้องลุ้นต่อไป

ทั้งนี้แม้ว่าทีมของ "ซิเมโอเน่" จะพ่ายแพ้แต่พวกเขายังได้กุมชะตาของตัวเองใน 2 นัดสุดท้ายซึ่งกุนซืออาร์เจนไตน์ก็เชื่อว่าทีมของเขาสนุกกับเส้นทางการลุ้นที่แชมป์ที่น่าตื่นเต้นนี้โดยบอกว่าการคว้าแชมป์นั้นเป็นความรับผิดชอบมากกว่าความกดดัน

"เรากำลังอยู่ในช่วงสามสัปดาห์ของความน่าตื่นเต้น เราต้องทำหน้าที่ของเราตามปกติและรักษาผลงานที่ดีไว้ มันจะลดฮอร์โมนอดรีนาลีนที่กระตุ้นความเครียดและเพิ่มความรู้สึกหัวหมุนมากขึ้น" ซิเมโอเน่ กล่าว

"ผมเคยเจอประสบการณ์แบบนี้มาเยอะในช่วงที่ผมค้าแข้งอยู่และมันเป็นความรู้สึกที่ผมชอบและสนุกนะ คุณควรมีความเชื่ออยู่เสมอและเรามีมันแน่นอน"

"สิ่งที่เรากำลังทำคือความรับผิดชอบหน้าที่ ผมไม่คิดเลยว่าช่วงสัปดาห์จากนี้คือความกดดัน พวกเราทำให้พวกเขารู้สึกว่าเป็นความท้าทายที่เราต้องขึ้นไปถึงจุดสูงสุดนั้นให้ได้"

"ตราหมี" แอตเลติโก้ มาดริด นั้นมีโปรแกรมจะลงเล่นในเกมสัปดาห์รองสุดท้ายเปิดบ้านพบกับ "มาลาก้า" ในวันอาทิตย์นี้
#12
เรอัล บายาโดลิด - เรอัล มาดริด (ลาลีกา สเปน)
วันที่ : 07 พฤษภาคม 2557
เวลา : 02:00 น.
ถ่ายทอดสด : ทรูสปอร์ต เอชดี2 (667)



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

เรอัล บายาโดลิด :
            ยังคงเป็นทีมรองบ๊วยของตาราง โดย เรอัล บายาโดลิด มีแค่ 35 แต้มจาก 35 นัด แต่หากมีแต้มในนัดนี้จะขยับพ้นจากโซนตกชั้นเมื่อโปรแกรมในฤดูกาลนี้เหลือ 2 นัดด้วยกัน สำหรับผลงานล่าสุดเปิดบ้านเอาชนะ เอสปันญ่อล 1-0

ฆวน อิ๊กนาซิโอ มาร์ตีเนซ เทรนเนอร์มากประสบการณ์ ได้ตัว ซาการ่า แบร์กดิช ฟูลแบ็กซ้าย กับ อัลบาโร่ รูบิโอ กองกลางตัวคุมเกมพ้นโทษแบนกลับมาเป็นตัวเลือก

แต่จะไม่มี ฟาอุสโต้ รอสซี่ กองกลางชาวอิตาเลียน ที่ยืมตัวจาก ยูเวนตุส  ติดโทษแบนหลังสะสมใบเหลืองครบ 10 ใบในฤดูกาลนี้ รวมทั้ง มาเตอุส อัลแบร์โต้ กอนเตรยราส กอนซัลเวส ''มานูโช่'' กองหน้าแองโกลา ที่บาดเจ็บ

ข่าวดีคือ ไฮน์ซ บาร์เม็ตต์เลอร์ ปราการหลังโดมินิกัน, ฆาเบียร์ บาราฆา กองกลางตัวคุมเกม, ยูอีส ซาสเตร้ มิดฟิลด์ตัวรุก และ วัลเด็ด รามา ปีกแอลเบเนีย ต่างหายเจ็บกลับมาเป็นตัวเลือก

ทีมปูเซล่า เล่นระบบ 4-2-3-1 ไฆเม่ คิเมเนซ เฝ้าเสา กองหลังมี อันโตนิโอ รูคาวิน่า, เฆซุส รวยด้า, สเตฟาน มิโตรวิช และ การ์ลอส เปนญ่า

กลางสนามให้ อัลบาโร่ รูบิโอ คุมจังหวะเกมร่วมกับ บิคตอร์ เปเรซ แล้วมีดาเนี่ยล ลาร์สสัน, ออสการ์ กอนซาเลซ และ เจฟเฟรน ซัวเรซ คอยเดินเกมบุกช่วยงาน ฆาบี เกร์ร่า กองหน้าดาวซัลโวประจำทีม

เรอัล มาดริด :
            มีแต้มตามหลังจ่าฝูงอย่าง แอต.มาดริด อยู่ 5 แต้ม ซึ่ง เรอัล มาดริด จำเป็นอย่างมากในการคว้าชัยชนะนัดนี้เพื่อขยับไปไล่เหลือ 2 แต้มใน 2 นัดสุดท้าย ผลงานล่าสุดเป็นการเปิดบ้านไล่ตีเสมอ บาเลนเซีย 2-2

คาร์โล อันเชลอตติ เทรนเนอร์ชาวอิตาเลียน ยังคงไม่มี เฆเซ่ โรดริเกซ ตัวรุกดาวรุ่งที่บาดเจ็บมาก่อนหน้า รวมทั้ง แกเร็ธ เบล ปีกชาวเวลส์ กับ ดาเนียล การ์บาฆาล แบ็กขวาสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์จากเกมนัดล่าสุด

ข่าวดีคือได้ ลูก้า โมดริช กองกลาง หายเจ็บพร้อมลงสนามในฐานะตัวจริง รวมทั้ง อัลบาโร่ อาร์เบลัว แบ็กขวาฟิตกลับมาเป็นตัวเลือก และ ซามี่ เคดิร่า กองกลางเยอรมัน กลับมามีชื่อติดทีม แต่อาจได้ลงสนามช่วงท้ายเกม

รายของ อีเกร์ กาซียาส ลงเฝ้าเสาในฐานะตัวจริงนัดแรกในลีกา ส่วน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ซูเปอร์สตาร์อันดับ 1 พร้อมล่าตาข่าย

โลส บลังโกส เล่นระบบ 4-3-3 อีเกร์ กาซียาส เป็นนายทวาร กองหลังใช้อัลบาโร่ อาร์เบลัว, เซร์คิโอ รามอส, เคแปลร์ ลาเวราน ลิม่า แฟร์เรยร่า "เปเป้" และฟาบิโอ โกเอนเตรา

แดนกลางเป็นการคุมจังหวะเกมร่วมกันของ ลูก้า โมดริช, ชาบี อลอนโซ่ และ อังเคล ดิ มาเรีย ส่วน 3 ประสานเกมรุกเป็น ฟรานซิสโก้ โรมาน อลาร์กอน ซูอาเรซ ''อีสโก้'', คาริม เบนเซม่า และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ล่าตาข่าย

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

เรอัล บายาโดลิด :
(4-2-3-1) : ไฆเม่ คิเมเนซ - อันโตนิโอ รูคาวิน่า, เฆซุส รวยด้า, สเตฟาน มิโตรวิช, การ์ลอส เปนญ่า (กัปตันทีม) - อัลบาโร่ รูบิโอ, บิคตอร์ เปเรซ - ดาเนียล ลาร์สสัน, ออสการ์ กอนซาเลซ, เจฟเฟรน ซัวเรซ - ฆาบี เกร์ร่า

เรอัล มาดริด :
(4-3-3) : อีเกร์ กาซียาส (กัปตันทีม) - อัลบาโร่ อาร์เบลัว, เซร์คิโอ รามอส, เปเป้, ฟาบิโอ โกเอนเตรา - ลูก้า โมดริช, ชาบี อลอนโซ่, อังเคล ดิ มาเรีย - อิสโก้, คาริม เบนเซม่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

              เกมนี้ทั้งคู่ต้องการ 3 แต้มเป็นอย่างมาก เจ้าบ้าน "เรอัล บายาโดลิด" เป็นฝ่ายที่เล่นในรังแน่นอนว่าต้องเน้นเกมรับเหนียวแน่นเอาไว้ก่อน แล้วหาจังหวะสวนกลับ ต่างกับฝั่งทางด้านของ "ราชันชุดขาว" ที่ตั้งใจมาบุกเต็มที่แม้จะต้องขาด "แกเร็ธ เบล" แข้งกำลังหลักไป แต่ทว่าขุมกำลังที่มีอยู่ก็ไม่ธรรมดามีทั้ง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, คาริม เบนเซม่า และอิสโก้ และด้วยเกมรุกที่หลากหลายกว่า "ราชันชุดขาว" คงบุกมาคว้าชัยได้ไม่ยาก
#13
แมนฯ ซิตี้ - แอสตัน วิลล่า (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
วันที่ : 07 พฤษภาคม 2557
เวลา : 01:45 น.
ถ่ายทอดสด : CTH สเตเดี้ยม 5



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

แมนฯ ซิตี้ :
              "เรือใบสีฟ้า" ของกุนซือนักสร้างสรรค์ "มานูเอล เปเยกรีนี่" ต้องการชัยชนะเพื่อขยับเข้าใกล้ถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก หลังจากที่เมื่อคืนวันจันทร์ คู่แข่งอย่าง ลิเวอร์พูล พลาดเหลือเชื่อด้วยการออกไปโดน คริสตัล พาเลซ บด 3-3 ทำให้ตอนนี้ แมนฯ ซิตี้ ตามหลังจ่าฝูง หงส์แดง แค่แต้มเดียว แต่แข่งน้อยกว่าหนึ่งนัด

แมนฯ ซิตี้ จะขึ้นไปรั้งบัลลังก์จ่าฝูงทันทีหากกำราบ แอสตัน วิลล่า ได้ที่ เอติฮัด ในนัดตกค้างนี้ ซึ่งเชื่อว่า เปเยกรีนี่ จะจัดทัพใหญ่บู๊แน่นอน เพื่อเอาสามแต้มก่อนเปิดบ้านรับ เวสต์แฮม ในนัดสุดท้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดาบิด ซิลบา จอมปั้นทีมชาติสเปนที่น่าได้กลับมาเป็นตัวจริง หลังฟิตจากปัญหาเจ็บข้อเท้ามาเป็นสำรองได้ในนัดล่าสุดที่บุกเชือด เอฟเวอร์ตัน 3-2 เมื่อวันเสาร์

อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ว่า เซร์คิโอ อเกวโร่ ''กุน'' ดาวยิงทีมชาติอาร์เจนตินา จะไหวหรือไม่ หลังจากที่เจ็บเอ็นหลังหัวเข่าจากเกมที่ กูดิสัน พาร์ค จนโดนเปลี่ยนตัวทันทีที่ยิงได้ ซึ่งดูแล้ว เปเยกรีนี่ ไม่น่าเสี่ยงใช้หากไม่เต็มร้อยจริงๆ ทำให้เจ้าตัวส่อแววต้องนั่งเป็นผู้ชมร่วมกับปีก เฆซุส นาบาส และกองหลัง มาติย่า นาสตาซิช

นักเตะคีย์แมนยังพร้อมลุย นำโดย แว็งซ็องต์ ก็องปานี กองหลังกัปตันทีมคุมแนวรับ ขณะที่แบ็กซ้ายต้องแย่งกันระหว่าง กาแอล กลิชี่ กับ อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ ส่วนแดนกลาง แฟร์นันดินโญ่ ส่อทวงตำแหน่งตัวจริงคืนจาก ฆาบี การ์เซีย ในการยืนคู่ ยาย่า ตูเร่ ขณะที่ เจมส์ มิลเนอร์ เด็กเก่า วิลล่า พร้อมประสานงานกับ ซามีร์ นาสรี่ และ ดาบิด ซิลบา กับ เอดิน เชโก้ ในแนวรุก

แอสตัน วิลล่า :
             ฝั่งทางด้านของ สิงห์ผงาด ของกุนซือ พอล แลมเบิร์ต หายใจโล่งแล้ว เมื่อการันตีการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกต่อไปในซีซั่นหน้า ด้วยการเปิดบ้าน วิลล่า พาร์ค ทุบ ฮัลล์ 3-1 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลังอยู่รอดปลอดภัยแล้ว กุนซือชาวสกอตติช กำชับนักเตะให้เล่นเต็มที่ในนัดที่เหลือ เพื่อศักดิ์ศรี อย่างไรก็ตาม ในการเยือนรัง แมนฯ ซิตี้ วันพุธนี้ วิลล่า ไม่น่าเสี่ยงใช้งาน กาเบรียล อักบอนลาฮอร์ กองหน้าความเร็วสูงที่มีอาการเจ็บจนโดนเปลี่ยนออกในครึ่งแรกกับฮัลล์

ส่วนพวกที่มีปัญหาบาดเจ็บก่อนหน้านี้ ยังหมดสิทธิ์เช่นเดิมทั้ง คริสติย็อง เบนเตเก้, ลิบอร์ โคซัค, ชาร์ลส์ เอ็นซ็อกเบีย, โยเรส โอโกเร่ และ แกรี่ การ์ดเนอร์

แลมเบิร์ต จะยึดทีมชุดล่าสุดเป็นแกนหลัก โดย จอร์แดน บาวรี่ ที่เปลี่ยนลงมาทำเข้าประตูตัวเอง ก่อนโชว์ฮึดทำผลงานน่าพอใจตลอดรอดฝั่ง ส่อแววได้รับโอกาสให้ลุยต่ออีกนัด เพื่อประสานงานกับ อันเดรียส ไวมันน์

ขณะที่แดนหลัง มี รอน ฟลาร์ กองหลังดีกรีทีมชาติฮอลแลนด์คอยดูแล ส่วนแผงมิดฟิลด์ดัน ไรอัน เบอร์ทรานด์ ที่ปกติเล่นแบ็กซ้าย ยืนสูงประสานงานกับ แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด ที่ยิงได้ในนัดก่อน รวมถึง ฟาเบียน เดลฟ์ และ มาร์ค อัลไบรท์ตัน

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

แมนฯ ซิตี้ :
(4-2-3-1) : โจ ฮาร์ท - ปาโบล ซาบาเลต้า, มาร์ติน เดมิเคลิส, แว็งซ็องต์ ก็องปานี, อเล็กซานดาร์ โคลารอฟ - แฟร์นันดินโญ่, ยาย่า ตูเร่ - เจมส์ มิลเนอร์, ดาบิด ซิลบา, ซามีร์ นาสรี่ - เอดิน เชโก้

แอสตัน วิลล่า :
(4-4-2) : แบร็ด กูซาน - แม็ทธิว ลอว์ตัน, รอน ฟลาร์, เนธาน เบเกอร์, เคียแรน คล้าร์ก - มาร์ค อัลไบรท์ตัน, แอชลี่ย์ เวสต์วู้ด, ฟาเบียน เดลฟ์, ไรอัน เบอร์ทรานด์ - อันเดรียส ไวมันน์, จอร์แดน บาวรี่

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

            "ซิตี้" รู้ดีว่าโอกาสแชมป์อยู่ในกำมือแน่แล้วหลังจากที่ "หงส์แดง" สะดุดหัวทิ่มไปในนัดล่าสุด ฟอร์มในบ้านแข็งปึ๊ก พลาดทำแต้มหล่นแค่สองหนตลอดฤดูกาล นอกจากนี้ดูจากสถิติแล้วยังข่มฝั่งเจ้าบ้านมิดอีกด้วย เมื่อชนะถึงเจ็ดจากแปดนัดหลังสุดที่เปิดบ้านเจอกัน แถมยิงอย่างน้อยสองลูกในเจ็ดนัดหลังด้วย สวนทางกันกับฝั่งทางด้านของทีมเยือนที่แพ้นอกบ้านมาสี่เกมติดแล้ว ถึงแม้ว่าจะตั้งใจอุดแค่ไหนก็ไม่น่าเอาอยู่ เพียงแต่ว่าบรรดาลูกทีมของ "เปเยกรีนี่" อาจมีช็อตเกร็งจนไม่น่ายิงเกินสองลูก
#14
เรียกว่าเป็นการเริ่มต้นที่สวยงามเลยทีเดียวสำหรับ "เจมส์ วิลสัน" ที่ตัวจริงเกมแรกในพรีเมียร์ลีกให้กับ "ปีศาจแดง" แล้วยิงเบิ้ลสองประตูก่อน "โรบิน ฟาน เพอร์ซี่" จะมาบวกอีกลูกพา "เร้ด เดวิลล์" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตะเกมสั่งลาโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดชนะ "ตราเสือ" ฮัลล์ ซิตี้ 3-1 ขยับตามหลัง "ไก่เดือยทอง" ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์เหลือ 3 คะแนน



พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
สนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด
อังคารที่ 6 พฤษภาคม 2557
กรรมการ เคร็ก พาวสัน
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-1 ฮัลล์ ซิตี้

              เข้าสู่เกมช่วงแรก "ทัพผี" ได้ลุ้นก่อนจากจังหวะที่คากาวะลากบอลมาแล้วทำชิ่งกับลอว์เรนซ์ก่อนสับไกจากระยะ 25 หลาด้วยเท้าซ้ายทว่ายิงไม่ดีบอลโด่งข้ามคานออกไปไกลโดยหลังจากนั้นเขามีโอกาสยิงอีกครั้งแต่ได้เพียงแค่เตะมุม

นาที 16 หลังจากครองเกมบุกอยู่นานยูไนเต็ดมาได้จังหวะยิงที่เสียวสุดๆเลยเมื่อลอว์เรนซ์ลากบอลหาช่องยิงจากบริเวณหน้าปากเขตโทษก่อนบอลไปแฉลบโรเซเนียร์แล้วพุ่งออกหลังไปได้เพียงแค่เตะมุมเท่านั้น

นาที 22 เนมันย่า วิดิชได้ลงสนามเป็นเกมสั่งลาในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแบบรวดเร็วเมื่อโจนส์ปะทะกับฟิเกรัวจนมีอาการเดี้ยงเล่นต่อไม่ไหวทำให้ปราการหลังเซิร์บได้ลงมาคุมเกมรับแทนตั้งแต่กลางครึ่งแรก

นาที 28 "ปีศาจแดง"น่าได้จุดโทษสุดๆเมื่อยานาไซจ์พยายามลากบอลแหวกเข้าไปในกรอบเขตโทษด้านขวาก่อนจะโดนเบียดแล้วบอลทะลักไปชนแขนของฟิเกรัวที่ล้มตัวพยายามสกัดบอลแต่พาวสันไม่ยอมเป่าให้เป็นการฟาวล์เสียอย่างนั้น

นาที 31 หลังจากบุกมานานยูไนเต็ดได้ประตูขึ้นนำจนได้ในจังฟวะฟรีคิกนอกกรอบเขตโทษด้านขวายานาไซจ์เปิดไปทางเสาไกลให้เฟลไลนี่โขกตั้งเข้ามาตรงกลางให้วิลสันวิ่งเข้ามาสับด้วยซ้ายในกรอบ 6 หลาเข้าไปตุงตาข่ายเป็นประตูแรกในนัดแรกของเขาที่ลงสนามในพรีเมียร์ลีกด้วย

นาที 45 ช่วงท้ายครึ่งแรกยูไนเต็ดเพลาเกมรุกลงมาทำให้ไม่สามารถหาโอกาสส่องประตูเพิ่มได้ขณะที่ฮัลล์ก็ได้บุกมากขึ้นจากจังหวะสวนกลับแต่ก็ยังไม่สามารถทำอันตรายเจ้าถิ่นได้อยู่ดี

              ต่อมาในช่วงครึ่งหลัง "เร้ด อาร์มี่" มีโอกาสอีกครั้งจากจังหวะบุกทางด้านขวาที่ยานาไซจ์ผ่านบอลมาถึงวิลสันพยายามตวัดยิงท่ายากในกรอบเขตโทษทว่าโดนบอลไม่ดีทำให้หลุดกรอบออกไปอย่างน่าเสียดาย

นาที 52 ยูไนเต็ดทำสวยอีกครั้งจากจังหวะที่คาร์ริคผ่านบอลมาถึงยานาไซจ์จัดการส่องด้วยขวาจากระยะกว่า 25 หลาทว่าโดนเซฟของยาคูโปวิชปัดทิ้งออกหลังไปได้หวุดหวิดทำให้ได้เพียงแค่เตะมุมเท่านั้น

นาที 61 เต็ดได้จังหวะสวนกลับเร็วยานาไซจ์ลากมาถึงกรอบเขตโทษด้านขวาก่อนไหลให้เฟลไลนี่วิ่งเข้ามายิงไปติดมือของยาคูโปวิชแต่บอลไม่พ้นอันตรายวิลสันวิ่งเข้ามายิงระยะเผาขนไม่มีพลาดเป็นประตูที่สองของเขาในเกมนี้

นาที 63 อย่างไรก็ดีหลังจากดีใจไม่เท่าไหร่บอยด์ไหลบอลไปให้ฟรายอัตต์ลากหนีคาร์ริคไปได้ก่อนจะสับไกด้วยขวาระยะ 25 หลาบอลพุ่งผ่านมือเด เคอาเข้าไปเสียบตาข่ายแบบหมดจด

นาที 70 ยูไนเต็ดยังคงเดินเกมบุกต่อเนื่องและเฟลไลนี่มาได้ยิงแต่ไม่ตรงกรอบก่อนที่กิ๊กส์จะเปลี่ยนตัวเองลงสนามแทนลอว์เรนซ์ลงมาเหมือนเป็นนัดสั่งขาของเขากับ"ปีศาจแดง"ในโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดหรือเปล่า?

นาที 73 หลังจากลงมาก็เกือบทำเรื่องเลยสำหรับกิ๊กส์ที่ทำชิ่งกับคากาวะก่อนจะได้ยิงหน้าปากเขตโทษด้านขวาแต่ลูกยิงของเขาไปโดนแขนของบรูซทว่ากรรมการยังใจร้ายไม่ยอมเป่าให้"ปีศาจแดง"ได้จุดโทษเป็นหนที่สองของเกม

นาที 79 ฮัลล์เกือบได้ประตูตีเสมอเลยในจังหวะที่พวกเขาเติมเกมมาทางริมเส้นขวาก่อนเปิดเข้ากลางบอลไปถึงเมย์เลอร์จับบอลได้ก่อนสับเต็มข้อระยะ 20 หลาบอลพุ่งแรงแต่ไปตรงตัวของเด เคอาที่ปัดพ้นอันตรายไปได้หวุดหวิด

นาที 83 ยูไนเต็ดขึ้นเกมมาได้สวยอีกครั้งเริ่มจากยานาไซจ์ก่อนบอลเลยมาถึงฟาน เพอร์ซี่พยายามลากหาช่องเข้าไปยิงหน้าปากเขตโทษด้วยเท้าขวาแต่บอลไปตรงตัวของยาคูโปวิชรับเอาไว้ไม่ยากเย็น

นาที 86 ในที่สุดโรบิน ฟาน เพอร์ซี่ก็มีชื่อบนสกอร์บอร์ดจนได้โดยเขายิงในจังหวะแรกไปติดบล็อคแต่บอลไม่ไปไหนกระดอนกลับมาหาหัวหอกดัตช์สับด้วยขวาอีกทีบอลพุ่งตุงตาข่ายเป็นประตูที่ 12 ของเขาในซีซั่นนี้

ช่วงทดเวลาบาดเจ็บกิ๊กส์ได้ปั่นฟรีคิกไปติดมือของยาคูโปวิชและเมื่อช่วงทดเวลายูไนเต็ดเป็นฝ่ายกำชัยส่งท้ายการเล่นในบ้านฤดูกาลนี้ด้วยการชนะฮัลล์ ซิตี้ 3-1 ก่อนลงสนามพบเซาแธมป์ตันในเกมสุดท้ายเพื่อความหวังเล่นยูโรป้า ลีกต่อไป
#15
แมนฯ ยูไนเต็ด - ฮัลล์ ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
วันที่ : 06 พฤษภาคม 2557
เวลา : 01:45 น.
ถ่ายทอดสด : CTH สเตเดี้ยม 1



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

แมนฯ ยูไนเต็ด :
            "ไรอัน กิ๊กส์" กุนซือขัดตาทัพจะทำหน้าที่คุมทัพ "ปีศาจแดง" เป็นนัดที่สาม หลังจากที่ประเดิมงานสุดแจ่มด้วยการเปิดโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดขย่ม "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นอริช ซิตี้ 4-0 แล้ว ก็ถูกกระชากสู่โลกแห่งความจริงอันแสนโหดร้าย เมื่อโดน ซันเดอร์แลนด์ ทีมหนีตายบุกมายัดเยียดความปราชัยถึงบ้านให้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1968

ท่ามกลางข่าวลือสะพัดว่าสโมสรใกล้ตั้ง หลุยส์ ฟาน กัล คุมทีมถาวรแล้ว ทางด้าน กิ๊กส์ ยืนยันขอมุ่งสมาธิกับเกมที่เหลืออยู่ พร้อมแสดงความหวังว่าจะได้ตัว เวย์น รูนี่ย์ กลับมาลุยในนัดเปิดบ้านรับ ฮัลล์ รวมถึงนัดปิดท้ายซีซั่นที่มีคิวเยือน เซาธ์แฮมป์ตัน หลังสตาร์ทีมชาติอังกฤษมีอาการต้นขาตึงและป่วยโดยต้องรอเช็กความฟิตอีกครั้ง

นอกจากนี้มือกาว อันเดอร์ส ลินเดการ์ด (ป่วย) และแบ็กขวา ราฟาเอล ดา ซิลวา ก็ยังไม่แน่ว่าจะไหวหรือไม่ด้วย หลังไม่มีชื่อในทีมชุดล่าสุด แต่ข่าวดีคือ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ ดาวยิงทีมชาติฮอลแลนด์พร้อมออกสตาร์ตเป็นตัวจริงแล้ว หลังหายเจ็บเข่ากลับมาเล่นเป็นครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคมในฐานะตัวสำรองเมื่อวันเสาร์

กิ๊กส์ที่จะระดมสมองกับเพื่อนซี้อย่าง นิคกี้ บัตต์, ฟิล เนวิลล์ และ พอล สโคลส์ น่าปรับทัพจากชุดล่าสุดที่เล่นไม่โดนใจ โดยปรับมาใช้ระบบ 4-4-2 พร้อมกับพัก ริโอ เฟอร์ดินานด์ หลังใช้มาสองเกมติด เปิดทางให้ คริส สมอลลิ่ง ที่มีชื่อเป็นสำรองเมื่อวันเสาร์ออกสตาร์ต

ขณะเดียวกัน ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์ ก็คงได้เข้ามาเติมความไหลลื่นในแดนกลางแทนที่ ดาร์เรน เฟล็ทเชอร์ ขณะที่ ชินจิ คางาวะ กับ อันโตนิโอ วาเลนเซีย ที่โดดเด่นในนัดประเดิมงานของ กิ๊กส์ ก็ลุ้นกลับมายึดตำแหน่งตัวจริงคืนจาก นานี่ กับ ฆวน มาต้า โดยมี ฟาน เพอร์ซี่ ล่าตาข่ายร่วมกับ รูนี่ย์ ดาวซัลโวประจำทีม

ฮัลล์ ซิตี้ :
             "สตีฟ บรูซ" ผู้จัดการทีมคนเก่งของทีม "ตราเสือ" ฮัลล์ ซิตี้ พร้อมเยือนรังเก่าโอลด์ แทร็ฟฟอร์ดที่ตัวเองเคยเป็นกัปตันทีม หลังจากเมื่อสุดสัปดาห์ออกไปโดนแอสตัน วิลล่าอัด 3-1 จนต้องเสียวเล็กๆ ในช่วงท้ายฤดูกาล

อย่างไรก็ดี จาก 37 แต้มที่มีอยู่ ถือว่าฮัลล์รอดตายแล้ว และดูเหมือนลูกทีมของ บรูซ จะมองข้ามชอตไปถึงเกมนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ กับอาร์เซน่อล ที่เวมบลีย์ในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้เรียบร้อย

ความพร้อมล่าสุด บรูซไม่น่ามี เจมส์ เชสเตอร์ อดีตกองหลังแมนฯ ยูไนเต็ดให้ใช้งาน หลังเจ้าตัวเจ็บจนต้องโดนเปลี่ยนออกช่วงท้ายครึ่งแรกกับสิงห์ผงาด

ส่วนนายประตู อัลลัน แม็คเกรเกอร์ เพิ่งกลับมาซ้อมเบาๆ ได้ หลังจากที่ซี่โครงหักไปสามชิ้น และไตฉีกอีกจากเกมกับเวสต์แฮมเมื่อเดือนมีนาคม ทำให้ต้องเป็นแค่ผู้ชมต่อ เช่นเดียวกับ พอล แม็คเชน เด็กเก่าปีศาจแดงอีกรายที่เจ็บข้อเท้า

กุนซือร่างอวบกำลังพิจารณาว่าอาจใช้ระบบ 3-5-2 ต่ออีกนัด โดยให้ลูกชายตัวเองอย่าง อเล็กซ์ บรูซ ลงมาคุมแดนหลังแทนเชสเตอร์ ส่วนแกนหลักรายที่ช่วยกันฝ่าฟันจนได้ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ต่างพร้อมลุยเช่นเดิม นำโดย ทอม ฮัดเดิลสตัน กองกลางเท้าหนัก, เดวิด เมย์เลอร์ มิดฟิลด์คีย์แมน และ เลียม โรซีเนียร์ ที่เพิ่งยิงได้ ขณะที่แนวรุกเป็น เชน ลอง กับ นิกิช่า เยลาวิช ที่จะติดคัพไทในเกมชิงถ้วยเก่าแก่สุดในโลก
   
รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

แมนฯ ยูไนเต็ด :
(4-4-2) : ดาบิด เด เคอา - ฟิล โจนส์, เนมานย่า วิดิช, คริส สมอลลิ่ง, ปาทริซ เอวร่า - อันโตนิโอ วาเลนเซีย, ไมเคิ่ล คาร์ริค, ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์, ชินจิ คางาวะ - เวย์น รูนี่ย์, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่

ฮัลล์ ซิตี้ :
(3-5-2) : สตีฟ ฮาร์เปอร์ - อเล็กซ์ บรูซ, เคอร์ติส เดวิส, มายนอร์ ฟิเกรัว - อาเหม็ด เอล โมฮามาดี้, เดวิด เมย์เลอร์, ทอม ฮัดเดิลสตัน, เจค ลิเวอร์มอร์, เลียม โรซีเนียร์ - เชน ลอง, นิกิช่า เยลาวิช 

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

             ฟอร์มของ "ปีศาจแดง" นั้นเป็นที่รู้กันอยู่ว่ายังเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามเกมนี้เป็นการเล่นในบ้านนัดสุดท้าย ต้องเน้นเต็มที่แน่ เพื่อเป็นการปลอบใจเหล่าแฟนบอล หลังจากที่มีผลงานสุดกากมาตลอดฤดูกาล ส่วนทางด้านของ "เสือน้อย" เวลานี้ก็เหมือนไม่เอาอะไรแล้ว เมื่อไม่ชนะมา 3 เกม ซึ่งนั่นก็ไม่แปลกอะไร เพราะสมาธิลอยไปอยู่ที่นัดชิงเอฟเอ คัพ นานแล้ว หากเทียบศักยภาพโดยรวมของทั้งคู่ "เร้ด เดวิลล์" ดูดีกว่าเยอะ บวกกับความมุ่งมั่นแล้วคาดว่าน่าจะซิวชัยส่งท้ายในโรงละครแห่งความฝันพร้อมปลอบใจเหล่าบรรดาแฟนบอลด้วย
#16
คริสตัล พาเลซ - ลิเวอร์พูล (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
วันที่ : 05 พฤษภาคม 2557
เวลา : 02:00 น.
ถ่ายทอดสด : CTH สเตเดี้ยม 2



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

คริสตัล พาเลซ :
              "ปราสาทเรือนแก้ว" คริสตัล พาเลซ ทีมน้องใหม่จากการทำงานของ "โทนี่ พูลิส" ปลอดภัยจากการตกชั้นเรียบร้อย เมื่อเก็บแต้มได้ 43 แต้ม แม้นัดก่อนโดนแมนฯ ซิตี้ บุกหวด 2-0 สัปดาห์ก่อนก็ตาม

สำหรับการเปิดเซลเฮิร์สท์ พาร์ค รับทีมลุ้นแชมป์อย่าง ลิเวอร์พูล คืนวันจันทร์นี้ ถือว่าพูลิสมีทัพใหญ่ให้เลือกใช้บริการ โดย คากิโช่ ดิคกาชอย กองกลางจอมลุยชาวแอฟริกาใต้ ที่พลาดเกมรับเรือใบสีฟ้ากลับมาฟิตอีกครั้งแล้ว จากการเปิดเผยของกุนซือชาวเวลส์เอง

แม้จะการันตีการอยู่รอดเรียบร้อยแล้ว ทว่าพูลิสยืนยันเน้นเต็มที่กับเกมเหย้านัดสุดท้ายของฤดูกาล ไม่ใช่เพราะเป็นตัวแปรการลุ้นแชมป์ของหงส์แดง แต่หมายถึงศักดิ์ศรี

อดีตนายใหญ่สโต๊ค พร้อมจัดทัพใหญ่ลงบู๊ โดยแกนหลักๆ ที่ช่วยกันคว้าชัยชนะมาห้านัดติดต่อกันในพรีเมียร์ลีกก่อนถูกแมนฯ ซิตี้ ดับเมื่อสัปดาห์ก่อน ยังอยู่พร้อมหน้า นำโดย ฮูเลียน สเปโรนี่ นายประตูจอมหนึบ ที่จะเฝ้าเสาหลังแนวรับที่ยังใช้ โจเอล วอร์ด ในตำแหน่งแบ็กซ้าย

ส่วนแดนกลาง เจสัน พันเชียน ฮีโร่ที่กดสี่ตุงในห้านัดล่าสุด กระชากทางริมเส้นร่วมกับ ยานนิค โบลาซี่ โดยมี ดิคกาชอย เข้าเติมความแข็งแกร่งตรงกลางสนามคู่ ไมล์ เยดินัค พร้อมกับที่ โจ เล็ดลี่ย์ ถูกดันขึ้นไปเล่นบทหน้าต่ำหลัง คาเมรอน เจอโรม ปล่อยให้ มารูอาน ชามัค นั่งสำรอง

ลิเวอร์พูล :
               "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ภายใต้การทำงานของกุนซือหนุ่มชาวไอร์แลนด์เหนืออย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ยังต้องสู้ถึงที่สุดในการไล่ล่าแชมป์พรีเมียร์ลีก แม้สถานการณ์เป็นรองแมนฯ ซิตี้ อยู่ หลังสัปดาห์ก่อนพลาดท่าถูกเชลซีหวดคาบ้าน 2-0 หยุดสถิติชัยชนะไว้ที่ 11 ติดต่อกัน

ความพร้อมก่อนเกมนัดมันเดย์ไนต์ที่ลอนดอนใต้ มีรายงานว่า แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ยังต้องรอประเมินความฟิตอีกครั้งว่า จะพร้อมออกสตาร์ตเป็นตัวจริงหรือไม่ หลังจากที่ดาวยิงทีมชาติอังกฤษที่หวดไป 23 ลูก เป็นแค่สำรองสัปดาห์ก่อน หลังหายจากอาการเจ็บเอ็นหลังหัวเข่า

อย่างไรก็ตาม ร็อดเจอร์ส ยังจะอดใช้งาน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน มิดฟิลด์จอมขยัน ที่ติดโทษแบนเป็นนัดสุดท้ายจากทั้งหมดสามเกม ทำให้ต้องนั่งชมเช่นเดียวกับ โฆเซ่ เอ็นริเก้ กับ เซบาสเตียน โคอาเตส สองกองหลังที่พักยาวไป

กุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือ พร้อมจัดทัพลุยแหลกหวังคว้าชัยวัดกับแมนฯ ซิตี้ ให้ถึงที่สุด โดย ซิมง มิโญเล่ต์ จะเฝ้าเสา หลังแผงแบ็กโฟร์ที่ส่อใช้ มามาดู ซาโก้ คู่ มาร์ติน สเคอร์เทล ต่อไป โดยมี เกล็น จอห์นสัน กับ จอน ฟลานาแกน ขนาบข้าง

ส่วนแดนกลางมีกัปตันทีม สตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่หวังฟื้นจากความผิดหวังนัดก่อน ผนึกกำลัง โจ อัลเลน และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ขณะที่แนวรุกใช้งานเจ้าหนู ราฮีม สเตอร์ลิง ในบทบาทหน้าต่ำหลังคู่หอก สเตอร์ริดจ์ ที่น่าฟิตลงล่าตาข่ายคู่ หลุยส์ ซัวเรซ ดาวซัลโว 30 เม็ด

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

คริสตัล พาเลซ :
(4-4-1-1) : ฮูเลียน สเปโรนี่ - อาเดรียน มาริอัปป้า, สกอตต์ แดนน์, เดเมี่ยน เดลานี่ย์, โจเอล วอร์ด - เจสัน พันเชียน, ไมล์ เยดินัค, คากิโช่ ดิคกาชอย, ยานนิค โบลาซี่ - โจ เล็ดลี่ย์ - คาเมรอน เจอโรม 

ลิเวอร์พูล :
(4-1-2-1-2) : ซิมง มิโญเล่ต์ - เกล็น จอห์นสัน, มาร์ติน สเคอร์เทล, มามาดู ซาโก้, จอน ฟลานาแกน - สตีเว่น เจอร์ราร์ด - โจ อัลเลน, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ - ราฮีม สเตอร์ลิง - แดเนียล สเตอร์ริดจ์, หลุยส์ ซัวเรซ

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

             "พาเลซ" นั้นเรียกว่าตอนนี้สบายตัวไปแล้ว เหมือนเล่นให้ครบโปรแกรมเท่านั้น แต่ทว่าเกมนี้ต้องกับงานช้างเลย เพราะเกมนี้ "หงส์แดง" มาเยือนด้วยความมุ่งมั่นเต็มที่และต้องเน้นหนักแน่ เพราะเพิ่งจะเสียตำแหน่งจ่าฝูงให้ "เรือใบสีฟ้า" ไป แถมศักยภาพโดยรวมของ "หงส์แดง" ก็เหนือบานเบอะ เจ้าถิ่นเองก็เล่นแบบไร้แรงจูงใจ จึงเชื่อว่าอาคันตุกะต้องเปิดหน้าบุกแหลกใส่เป็นแน่ พร้อมบดเอาชนะไปได้ในท้ายที่สุด 
#17

             "โรเบร์โต้ มาร์ติเนซ" กุนซือเลทเกมของทีม "ท็อฟฟี่พลังช้าง" เอฟเวอร์ตัน มองโลกในแง่ดีถึงแม้ว่าจะพึ่งแพ้ "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คาบ้านไป 2-3 ทำให้วืดโควต้าแชมเปี้ยนส์ ลีกแน่นอนแล้ว พร้อมหนุน "รอย ฮอดจ์สัน" กุนซือทาถูให้เรียก "รอสส์ บาร์คลีย์" ติดทีมชาติอังกฤษด้วย

ความพ่ายแพ้ดังกล่าวทำให้ "เอฟเวอร์ตัน" ตามหลังทีมอันดับ 4 อย่าง "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล 4 คะแนนแต่ "ท็อฟฟี่" ยังเหลือการแข่งขันอีกนัดเดียวหมดสิทธิ์แซง "เดอะ กันเนอร์ส" แล้ว

อย่างไรก็ตามนายใหญ่ชาวสเปนก็ยังเชื่อว่าทีมของเขามีอนาคตอันสดใสรออยู่แม้จะเสียดายที่ชวดโอกาสไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลหน้าก็ตาม

"ผมว่ามันเป็นเกมที่วิเศษ ผมว่าเราคุมเกมได้ดีและประตูของรอสส์ บาร์คลีย์คือปรากฏการณ์โดยแท้แต่บางทีเราอาจไม่จริงจังในเกมรับเหมือนปกติ" มาร์ติเนซ กล่าว

"มีหลากหลายอารมณ์ผสมปนเปกันไปแต่โดยรวมแล้วเป็นซีซั่นที่ดีมาก"

"เกมวันนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เรามีและยังมีอะไรน่าตื่นเต้นอีกเยอะรออยู่ในอนาคต เราได้ก้าวข้ามไปข้างหน้าครั้งใหญ่อย่างแท้จริงและมีเกมลูกหนังอันโดดเด่น"

"ทุกคนผิดหวังเล็กๆเพราะเราอยากจบซีซั่นด้วยการต่อสู้ของแท้เพื่อพื้นที่แชมเปี้ยนส์ ลีกแต่คุณผิดหวังเกินไปไม่ได้หรอกนะ"

"หากเราได้ไปเล่นบอลยุโรปมันจะเป็นความสำเร็จอันงดงาม"
#18
เชลซี - นอริช ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
วันที่ : 04 พฤษภาคม 2557
เวลา : 22:00 น.
ถ่ายทอดสด : CTH สเตเดี้ยม 4



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

เชลซี :
             "สิงห์บลูส์" เชลซี ภายใต้การทำงานของกุนซือแฮปปี้ วัน "โชเซ่ มูรินโญ่" ต้องการสามแต้มเพื่อโชว์สปิริต หลังโดน แอต.มาดริด บุกอัด 3-1 จนตกรอบตัดเชือก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดยตามหลักคณิตศาสตร์แล้ว เชลซี ยังคงมีลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกอยู่ หลังบุกกำราบ ลิเวอร์พูล 2-0 เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว

สำหรับความพร้อมล่าสุด มูรินโญ่ จะได้นักเตะกลับมาเป็นตัวเลือกหลายรายทีเดียวทั้ง แฟร้งค์ แลมพาร์ด, จอห์น โอบี มิเคล, เนมานย่า มาติช และ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ต่างวืดเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อมิดวีก โดย แลมพ์ส กับ มิเคล ติดโทษแบน ส่วน มาติช กับ ซาลาห์ เล่นถ้วยนี้ไม่ได้

แดนกลางจะมีการปรับเปลี่ยนแน่นอนจากชุดที่สู้ศึกยุโรป เพราะ รามิเรส ติดโทษแบนในประเทศเป็นนัดที่สองจากทั้งหมดสี่เกม ซึ่งเชื่อว่าทั้ง แลมพาร์ด, มิเคล, มาติช และ ซาลาห์ จะได้เป็นตัวจริงตั้งแต่นาทีแรกเลยทันที

ขณะที่กัปตันทีม จอห์น เทอร์รี่ (ข้อเท้า), เอแด็น อาซาร์ (น่อง) และ ซามูเอล เอโต้ (หัวเข่า) ที่ลงเจอกับ แอต.มาดริด ทั้งๆ ที่เจ็บ คงได้พัก รวมถึง ออสการ์ (สะโพก) ที่มีชื่อเป็นแค่สำรองกลางสัปดาห์ ส่วน ปีเตอร์ เช็ก (ไหล่) ยังไม่ไหว 

มาร์ค ชวาร์เซอร์ โกลวัยดึก จะยึดมือหนึ่งต่อ ขณะที่ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช เตรียมหุบไปยืนเซนเตอร์แบ็กคู่ แกรี่ เคฮิลล์ ส่วนแดนกลางนอกจาก ซาลาห์, มิเคล, มาติช และ แลมพาร์ด แล้ว มีสิทธิ์ที่ อันเดร เชือร์เล่ จะลงปั้นให้หอกเป้าอย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรส

นอริช ซิตี้ :
             ฟากของ "นกขมิ้นเหลืองอ่อน" นอริช ซิตี้ ของกุนซือชั่วคราว "นีล อดัมส์" ที่ถูกดันให้ขึ้นมากู้สถานการณ์แทน คริส ฮิวจ์ตัน ยังต้องดิ้นสุดฤทธิ์เพื่อหนีตาย หลังจากแพ้มาห้าเกมติดต่อกัน โดยล่าสุดถูก แมนฯ ยูไนเต็ด ถล่ม 4-0 จนอาการร่อแร่เต็มทน

ในการเยือนลอนดอนวันอาทิตย์นี้ อดัมส์ หวังว่า โจเซฟ โยโบ กองหลังผิวหมึกชาวไนจีเรียที่ยืมมา จะเรียกความฟิตกลับมาได้ทันเวลาลงช่วยทีม หลังจากไม่เคยได้เล่นเลยตั้งแต่เจ้าตัวขึ้นมาทำงานโค้ชชั่วคราว

ล่าสุด สถานการณ์ดูเหมือนว่า โยโบ น่าฟิตทันลงเล่นเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนมีนาคม อย่างไรก็ตาม ทริปเยือน สแตมฟอร์ด บริดจ์ ยังเร็วเกินไปสำหรับพวกที่มีปัญหาเจ็บก่อนหน้านี้อย่างปีก แอนโธนี่ พิลคิงตัน (สะโพก)

อดีตโค้ชทีมสำรองของ นอริช คงต้องเลือกใช้ทีมหน้าเดิมๆ ต่อไปจากชุดล่าสุด ในระบบ 4-1-4-1 ที่เน้นความแน่นหนาไว้ก่อน โดยให้ โยโบ เป็นตัวจริงเลยเพื่อใช้ประสบการณ์ตั้งแต่สมัยอยู่ เอฟเวอร์ตัน ให้เป็นประโยชน์ ขณะที่กัปตันทีม เซบาสเตียน บาสซง ดูจะไม่ได้อยู่ในแผนของ อดัมส์ เพราะไม่เคยถูกเรียกใช้งานเลย

เนธาน เร้ดมอนด์ กับ โรเบิร์ต สน็อดกราส ทำเกมริมเส้นขนาบข้างหอกเป้าอย่าง แกรี่ ฮูเปอร์ ขณะที่แดนกลางมี ลีรอย เฟอร์, จอนนี่ ฮาวสัน กับ แบร็ดลี่ย์ จอห์นสัน ช่วยกันไล่ทำลายเกม

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

เชลซี :
(4-3-3) : มาร์ค ชวาร์เซอร์ - เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, แกรี่ เคฮิลล์, บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, แอชลี่ย์ โคล - จอห์น โอบี มิเคล, เนมานย่า มาติช, แฟร้งค์ แลมพาร์ด - โมฮาเหม็ด ซาลาห์, เฟร์นานโด ตอร์เรส, อันเดร เชือร์เล่

นอริช ซิตี้ :
(4-1-4-1) : จอห์น รัดดี้ - รัสเซล มาร์ติน, ไมเคิ่ล เทอร์เนอร์, โจเซฟ โยโบ, มาร์ติน โอลส์สัน - แบร็ดลี่ย์ จอห์นสัน - โรเบิร์ต สน็อดกราส, ลีรอย เฟอร์, จอนนี่ ฮาวสัน , เนธาน เร้ดมอนด์ - แกรี่ ฮูเปอร์

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

             "สิงห์บลูส์" แม้จะยังขาดแข้งตัวหลักบางราย แต่ทว่าขุมกำลังที่มีอยู่ก็ทดแทนกันได้ ยิ่งเวลานี้ "นกขมิ้น" กำลังกระเสือกกระสน แพ้มาแปดนัดหลังที่เป็นทีมเยือนด้วย และยิ่งกว่านั้น "สิงไฮโซ" ยังถูกโฉลกกับคู่แข่งจากอีสต์แองเกลียรายนี้ เมื่อยัดเยียดความปราชัยให้ไปแปดถึงเก้านัดหลังที่เจอทุกรายการ แถมยิงอย่างน้อยสามลูกในห้านัดหลังที่เจอกันอีกด้วย ดูแล้วแนวรับที่เปราะบางของทีมเยือนอ่วมแน่ คาดว่าลูกทีมของ "มูรินโญ่" ต้องจัดอย่างน้อยๆ สองลูกแน่นอน
#19
อาร์เซน่อล - เวสต์บรอมวิช (พรีเมียร์ลีก อังกฤษ)
วันที่ : 04 พฤษภาคม 2557
เวลา : 19:30 น.
ถ่ายทอดสด : CTH สเตเดี้ยม 3



เปรียบเทียบความพร้อมของทีม

อาร์เซน่อล :
                "ปืนใหญ่" อาร์เซน่อล ภายใต้การทำงานของกุนซือหน้าเหี่ยว "อาร์แซน เวนเกอร์" หวังคว้าชัยสี่นัดติดต่อกันในพรีเมียร์ลีก เพื่อขยับเข้าใกล้การคว้าตั๋วไปแชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นปีที่ 17 ติดต่อกัน หลังจากเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา เปิดบ้านทุบนิวคาสเซิ่ลขาดลอย 3-0 

ความพร้อมล่าสุด กุนซือชาวฝรั่งเศสยังต้องลุ้นให้ บาการี่ ซาญ่า แบ็กขวาทีมชาติฝรั่งเศส เรียกความฟิตกลับมาให้ทันเวลา หลังจากมีปัญหาเจ็บหัวเข่ารบกวนก่อนหน้านี้

ขณะที่แบ็กซ้าย คีแรน กิ๊บบ์ส (เอ็นหลังหัวเข่า) ใกล้ฟิตกลับมาซ้อมแล้ว กระนั้นยังต้องเป็นแค่ผู้ชมเช่นเดียวกับกองกลาง อาบู ดิยาบี้ (โคนขาหนีบ) รวมถึงพวกที่เดี้ยงยาวอย่างตัวจี๊ดๆ ทั้ง แจ็ค วิลเชียร์ (เท้า), แซร์จ นาบรี้ และ ธีโอ วัลค็อตต์ (หัวเข่าทั้งคู่)
เวนเกอร์น่ายึดทีมชุดที่คว้าชัยในนัดล่าสุดต่อไป โดยหาก คาร์ล เจนกินสัน ถูกเรียกตัวมาสแตนบายไว้แล้ว กรณีที่ซาญ่าไม่ไหวจริงๆ ขณะที่ฝั่งซ้ายใช้งาน นาโช่ มอนเรอัล ต่อไป

แดนกลางมี อารอน แรมซี่ย์ กองกลางจอมทัพทีมชาติเวลส์ ฟิตกลับมาบัญชาการเคียงข้าง มิเคล อาร์เตต้า ส่วนตัวรุกใช้งาน ซานติ กาซอร์ล่า, เมซุต โอซิล และ ลูคัส โพดอลสกี้ ป้อนให้หอกเป้า โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

เวสต์บรอมวิช :
              ส่วนทางด้านของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" ของกุนซือเลือดกระทิงดุ "เปเป้ เมล" ยังต้องดิ้นรนหนีตายต่อไป แต่จากชัยชนะนัดล่าสุดที่เปิดฮอว์ธอร์นส์หั่น เวสต์แฮมได้ 1-0 เมื่อสัปดาห์ก่อน ทำให้สถานการณ์ดูดีขึ้นเยอะทีเดียว เพราะมีเพิ่มเป็น 36 แต้ม

สำหรับการเยือนลอนดอนวันอาทิตย์นี้ เมลไม่ได้รับรายงานว่ามีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บหรือติดโทษแบนเพิ่มเติมให้เป็นกังวลแต่อย่างใด แถม แกเร็ธ แม็คออลี่ย์ ปราการหลังจอมแกร่ง ยังสามารถกลับมาลงซ้อมแบบเต็มๆ ได้แล้วด้วย หลังเจ็บน่องก่อนหน้านี้จนพลาดมาสองนัดหลังสุด

ส่วนกองหลังอีกรายอย่าง เลียม ริดจ์เวลล์ หมดสิทธิ์แน่ เพราะเจ็บหัวเข่าจากเกมที่ออกไปพ่ายแมนฯ ซิตี้ ที่เอติฮัด สเตเดี้ยม สองสัปดาห์ก่อน ทำให้จะเป็นแค่ผู้ชมเช่นเดียวกับ โซลตาน เกร่า กองกลางชาวฮังการี ที่ยังต้องรักษาอาการเจ็บเอ็นหลังหัวเข่าต่อไป

เชื่อว่าเมลคงยึดทีมชุดที่เอาชนะเวสต์แฮมต่อไป โดยไม่เร่งร้อนให้แม็คออลี่ย์กลับมาลงสนามหากไม่ฟิตจริงๆ ปล่อยให้ เคร็ก ดอว์สัน กองหลังดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษ รุ่น ยู 21 ลุยต่อ ขณะที่ สตีเว่น รีด น่าผ่านการทดสอบความฟิตคืนทัพได้

สำหรับแนวรุก มีทั้ง มอร์กก็อง อมาลฟิตาโน่, สเตฟาน แซสเซอญง และ คริส บรันท์ สร้างเกมรุกหลังหัวหอกดาวรุ่ง ไซโด้ เบราฮิโร่ โดยมี มาเตจ วีดร้า เป็นสำรอง

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

อาร์เซน่อล :
(4-2-3-1) : วอยเชียค เชสนี่ - บาการี่ ซาญ่า (คาร์ล เจนกินสัน), แพร์ แมร์เตซัคเกอร์, โลร็องต์ กอสซิแอลนี่, นาโช่ มอนเรอัล - มิเคล อาร์เตต้า, อารอน แรมซี่ย์ - ซานติ กาซอร์ล่า, เมซุต โอซิล, ลูคัส โพดอลสกี้ - โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์

เวสต์บรอมวิช :
(4-2-3-1) : เบน ฟอสเตอร์ - สตีเว่น รีด, เคร็ก ดอว์สัน, โยนาส โอลส์สัน, บิลลี่ โจนส์ - ยุสซูฟ มูลุมบู, แกรม ดอร์แรนส์ - มอร์กก็อง อมาลฟิตาโน่, สเตฟาน แซสเซอญง, คริส บรันท์ - ไซโด้ เบราฮิโน่

วิจารณ์เกมการแข่งขัน

              "เดอะ กันเนอร์ส" กุมตั๋วไปแชมเปี้ยนส์ ลีก ไว้ในมือ และแน่นอนว่าไม่ยอมปล่อยง่ายๆแน่ แข้งตัวหลักก็ทยอยกลับมาแทบจะหมดแล้วในช่วงปลายซีซั่น โดยเฉพาะ "แรมซี่ย์" ที่นับว่าเป็นคีย์แมนสำคัญของทีมเลยก็ว่าได้ เพราะทำให้เกมไหลลื่นและมีประสิทธิภาพมานขึ้นเยอะ "ปืนใหญ่" ไร้พ่ายในบ้าน 17 นัดหลัง ผิดกับทางด้านของ "เดอะ แบ็กกี้ส์" ที่ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ ชนะแค่เกมเดียวจากหกครั้งหลังที่เยือน "อาร์เซน่อล" แถมยังคว้าชัยเพียงสามเกมที่เล่นนอกบ้านซีซั่นนี้ด้วย ดูจากฟอร์มโดยรวมของ "เดอะ กันเนอร์ส" แล้วทีมเยือนต้องเหนื่อยแน่ คาดว่าหากลูกแรกมาเร็วสกอร์มีสิทธิ์ไหลยาวแน่นอน
#20
แม้ "อูโก้ ญอริส" จะโชว์ฟอร์มหนึบเซฟอุตแต่ก็ไม่ช่วยอะไรเมื่อ "ขุนค้อน" เวสต์แฮม ยูไนเต็ด การันตีการลงเล่นในพรีเมียร์ลีกต่อไปในฤดูกาลหน้าหลังจากอัดท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์ที่เหลือ 10 ตัวกลางครึ่งแรกเบาๆ 2-0 โดย "แฮร์รี่ เคน" ทำเข้าประตูตัวเองก่อน สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง" ฟรีคิกปิดท้ายทำให้มี 40 คะแนนจาก 37 นัด



พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
สนาม โบลีน กราวน์
เสาร์ที่ 3 พฤษภาคม 2557
กรรมการ ฟิล ดาวน์
เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-0 ท็อตแน่ม ฮอทสเปอร์

             เปิดฉากเกมครึ่งแรกมา 7 นาที "เวสต์แฮม" ก็มาโวยวายจะเอาจุดโทษเลยในจังหวะเล่นฟรีคิกสั้นให้แคร์โรลล์พยายามยิงไปโดนแขนของเคนในกรอบเขตโทษแต่ดาวน์กลับปล่อยให้เป็นคอนเนอร์ไม่ใช่ลูกโทษ

นาที 16 ท็อตแน่มมีโอกาสเหมือนกันจากจังหวะที่นอห์ตันเติมขึ้นมาทางริมเส้นขวาก่อนผ่านเข้ากลางให้เปาลินโญ่ที่วิ่งเติมมาจากแดนหลังโขกไปตรงมือของอาเดรียนที่รับเอาไว้ได้สบาย

นาที 24 สเปอร์สเหลือผู้เล่นเพียง 10 คนในจังหวะที่โดนเวสต์แฮมโต้กลับเร็วแล้วดาวนิ่งกระชากจะเข้าไปในกรอบเขตโทษแล้วแต่โดนกาบูลวิ่งมาชนดื้อๆจากด้านหลังทำให้ปีกอังกฤษล้มกลิ้งลงไปดาวน์ขอเวลาตัดสินใจนิดนึงก่อนแจกใบแดงไล่กองหลังจอมเก๋าออกจากสนาม

นาที 27 หลังจากกลับมาเริ่มเกมอีกครั้ง"ขุนค้อน"ได้ส่องฟรีคิกระยะ 20 หลาหน้าปากประตูเลยเป็นแคร์โรลล์ที่วิ่งเข้ามาสับด้วยซ้ายเต็มข้ออย่างแรงทว่าบอลไปโดนมือของญอริสที่ไวสุดๆยกมือไปปัดทิ้งออกหลังได้แบบต้องยกนิ้วให้

นาที 28 จากจังหวะเตะมุมนี่เองโนเบิ้ลเปิดจากริมเส้นด้านซ้ายไปทางเสาไกลให้แคร์โรลล์กระโดดขึ้นโขกแล้วบอลไปโดนหัวของเคนก่อนจะแฉลบเข้าไปกองก้นตาข่ายตรงเสาสองทำให้ตอนนี้เจ้าถิ่นได้เปรียบขนานใหญ่แล้ว

นาที 36 ญอริสต้องมาโชว์ซูเปอร์เซฟอีกแล้วในจังหวะแรกที่ดาวนิ่งเปิดเข้ามาก่อนที่เขาจะทุบออกไปแล้วบอลไปตกใส่เทย์เลอร์ตั้งป้อมยิงไกลจากหน้าปากประตูญอริสยังไวทายาทพุ่งไปปัดทิ้งด้วยปลายมือได้อีกครั้ง

นาที 41 ท็อตแน่มทำเกมบุกขึ้นมาได้บ้างและมีโอกาสยิงเหมือนกันในจังหวะที่เปาลินโญ่ตัดสินใจสับไกจากระยะกว่า 30 หลาแต่บอลไปโดนบล็อคของโนเบิ้ลที่ลงมาขวางเอาไว้ได้ทันก่อนบอลจะออกข้างไป

นาที 44 เวสต์แฮมมาได้ประตูสำคัญก่อนหมดครึ่งแรกในจังหวะฟรีคิกกลางประตูซึ่งดาวนิ่งรับอาสายิงด้วยซ้ายผ่านช่องกำแพงระหว่างเปาลินโญ่และอเดบายอร์เข้าไปซุกก้นตาข่ายเฉยชนิดที่ญอริสบ่นอุบเพราะไม่รู้ว่ากำแพงแตกได้อย่างไร

             กลับเข้าสู่เกมช่วงครึ่งหลังเกือบเป็น 30 เลยจริงๆในจังหวะที่ดิยาเม่โอเวอร์เฮดบอลที่ครอสจากริมเส้นขวาอย่างสวยแต่ญอริสกลับเซฟได้อย่างเหลือเชื่อแถมยังทำให้ทีมพ้นอันตรายเมื่อใช้ขาเตะสกัดให้พ้นปากประตูในจังหวะที่โนแลนจะเข้ามาตามซ้ำได้อีกต่างหาก

นาที 56 ญอริสต้องเหนื่อยจริงๆในเกมนี้เมื่อเขาพยายามเซฟอีกรอบในจังหวะที่แคร์โรลล์โขกต่อบอลมาให้โนแลนจับบอลได้คนเดียวในกรอบ เขตโทษก่อนตวัดยิงทันทีทว่ามือกาวทีมชาติฝรั่งเศสออกมาไว้บล็อคบอลด้วยเข่าได้อย่างหวุดหวิด

นาที 67 เชอร์วู้ดส่งไพ่ตายลงมาหมดแล้วโดยส่งซานโดรกับโรเบร์โต้ โซลดาโด้ลงสนามมาเติมเกมรุกแทนตำแหน่งของเปาลินโญ่และซิกูร์ดสสันที่เล่นไม่ค่อยออกในเกมนี้

นาที 73 ท็อตแน่มได้บุกขึ้นมาอีกครั้งโดยเป็นเอริคเซ่นที่เปิดบอลอย่างแม่นยำไปให้โซลดาโด้จับบอลลงในกรอบเขตโทษด้านขวาแต่จังหวะยิงนั้นยังไม่ทิ้งฟอร์มเดิมซัดบอลผ่านหน้าปากประตูไปแบบไม่ต้องมีลุ้นอะไร

นาที 83 ช่วงนี้เกมเปิดแล้วแต่เวสต์แฮมมีโอกาสลุ้นมากกว่าโดยเป็นดาวนิ่งที่ลากมาทางริมเส้นด้านขวาก่อนเปิดเข้ากลางแคร์โรลล์เบียดโหม่งได้ทางเสาไกลแต่ไปตรงตัวของญอริสรับเอาไว้ได้สบาย

นาที 87 ท็อตแน่มโวยวายจะเอาแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษเป็นจังหวะที่ซานโดรหลุดไปในกรอบเขตโทษด้านขวาแล้วพยายามเปิดเข้ากลางไปโดนแขนของเทย์เลอร์นิดนึงก่อนจะออกหลังไปซึ่งดาวน์ส่ายหน้าให้เพียงเตะมุมเท่านั้น

เมื่อครบ 90 นาที"ขุนค้อน"สามารถทำภารกิจได้สำเร็จอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกต่อไปอีกปีกส่วน"ไก่เดือยทอง"ต้องไปลุ้นเล่นยูโรป้า ลีกต่อไปเพราะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก็ยังมีโอกาสปาดหน้าพวกเขาได้เช่นกัน